ฝูงหมาป่าถูกเฉินต้าทำให้หวาดกลัวจนหนีไปไม่เหลือสักตัว
ครอบครัวของหยู่เจ๋อก็ตกตะลึงกับเสียงคำรามและสิ่งที่เฉินต้าทำ
แต่เมื่อครอบครัวแซ่เฉินไม่ต้องพูด และดูเหมือนจะรู้ความพิสดารของลูกชายคนโตของตัวเองอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวของหยู่เจ๋อก็ยึดถือหลักการเช่นกัน คือหากไม่มีการอธิบายก็ไม่ควรถาม ปิดปากไว้ให้สนิทแล้วชีวิตจะปลอดภัย
เสียงคำรามและพลังสีแดงของเฉินต้า ไม่เพียงแต่ทำให้ฝูงหมาป่าหวาดกลัวเท่านั้น แต่ยังทำให้สัตว์ป่าอื่นๆ ทั่วทั้งเทือกเขาหลายลี้ในป่าหวาดกลัวทั้งหมด จนความกระหายเือันรุนแรงจากสนามรบไม่สามารถทำสัตว์ในูเากล้าลงเขามา พวกมันนอนขดตัวสั่นในที่ซ้อน แม้ด้านล่างของูเาที่ราบจะมีเืและเนืุ้์ที่ล่อตาล่อปากอยู่ก็ตาม
ทั้งสองครอบครัวแบกตะกร้าและห่อผ้าขึ้นบ่า เดินลงจากเนินเขา มาหยุดที่กำแพงมนุษย์ที่ถูกกองไว้ ขณะที่เดินผ่าน เฉินถั่วถงที่คุ้นเคยกับเื่พวกนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดและอธิบายถึงเหตุนองเืให้ลูกๆ เข้าใจ
“าก็เช่นนี้ มันไร้ซึ่งเหตุและผล ฝ่ายที่ได้รับชัยชนะมักใช้วิธีที่โหดร้ายเพื่อข่มขู่ศัตรูและแสดงแสนยานุภาพ เป็การบอกเชิงสัญลักษณ์ ว่าให้ระวังในอนาคต ว่าชะตากรรมจะจบลงแบบนี้หากได้เจอกัน”
เฉินอวี๋และเฉินเหนียนอู่มองหน้ากัน เห็นเพียงแค่ดวงตาเล็กๆ ที่สั่นไหวเพราะทุกคนใช้เศษผ้าปิดเป็หน้ากากกันกลิ่น เกวียนและวัวถูกทำลายและหายไปจากการไล่ล่าทำศึกของพวกทหารแล้ว สุดท้ายพวกเขาก็เสียเงินซื้อวัวและเกวียนมาฟรี แล้วต้องกลับมาเดินเท้าเปล่าอีกเช่นเคย
ครอบครัวแซ่เฉินดูปกติปรับตัวได้รวดเร็ว แต่ไม่ใช่สำหรับคนธรรมดาอย่างครอบครัวแซ่หยู่
หยู่เจ๋อและครอบครัวของเขาขาสั่นตลอดเวลาที่ย่างเท้าเดินผ่านร่างของคนตาย แขนขาขาดขอทหารถูกฉีกเป็ชิ้นๆ เละเทะ การแยกจากกันในตอนนี้เพียงลำพังเป็ไปไม่ได้ ครอบครัวแซ่เฉินเป็ตระกูลที่มีความสามารถ น้ำใจและความเที่ยงธรรมก็สูงในสายตาของเขา หากปราศจากความช่วยเหลือและแบบอย่างเช่นครอบครัวแซ่เฉินไป หยู่เจ๋อไม่แน่ใจเลยว่าครอบครัวของเขาจะสามารถเดินทางถึงเหลียงตงได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า
“หือ?”
“ทำไมถึงหยุดเดิน?”
หยู่เจ๋อสังเกตเห็นว่าครอบครัวแซ่เฉินที่เดินนำหน้าดูเหมือนจะหยุดนิ่ง แต่พอเดินไปรวมถึงจุดเดียวกัน ปรากฏว่าเห็นเฉินอ่าวหยิบสร้อยลูกปัดหยกเส้นหนึ่งขึ้นมาจากศพ และนอกจากนั้นเขายังเดินรวบรวมเก็บลูกปัดที่โปร่งใสไว้ในมืออยู่หลายชิ้น ดูเหมือนจะเป็เครื่องประดับที่ผู้หญิงสวมใส่
แต่มีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่เสียชีวิตในสนามรบ ซึ่งหมายความว่าลูกปัดและกำไลหยกเ่าั้ น่าจะเป็ของภรรยาของทหารคนใดคนหนึ่งหรือไม่ก็เป็ของรางวัลที่ได้มาจากที่อื่น
เฉินอ่าวเหลือบมองศพบนพื้น ศพนั้นไม่แก่มาก อายุประมาณสิบหกหรือสิบเจ็ดปี แต่ชุดทหารของเขาเก่ามากจนดูไม่เหมือนเกราะ ลุ่มทหารทั้งสองฝ่ายแต่งตัวคล้ายกันแต่ดูออกว่าเป็คนละสังกัด ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างฏและทหาร แต่ด้วยเส้นทางที่พ่อค้าแนะนำพามาส่ง มันมักจะเป็เส้นทางระหว่างเขตปกครอง ดังนั้นน่าจะเป็ศึกบางอย่างระหว่างเขตอำนาจมณฑลกับมณฑล
หากไม่ใช่ทหารจากชิงโจวแล้ว นี่น่าจะเป็การโจมตีของอีกมณฑลหนึ่งที่อยู่ติดกันอย่างมณฑลต้านโหลว สังเกตและรู้ได้จากธงที่ขาดวิ่นตกหล่นในสนามรบ
“เราหาของล้ำค่าเพื่อเป็ค่าเก็บศพของพวกเขาดีหรือไม่?”
อยู่ๆ เฉินอ่าวก็กระตือรือร้น ทั้งๆที่ทหารพวกนี้เป็แค่คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก เฉินถั่วถงยังไม่ให้คำตอบ นางหันไปมองบรรดาลูกๆ แต่ไม่มีใครหวาดกลัวและทุกคนเอาแต่มองสำรวจด้วยความสนใจ
เฉินอวี๋เขาหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นถือ ด้ามจับประดับหยกสีขาวหกเม็ด เนื้อเหล็กนับว่าดีเมื่อเทียบกับยุคสมัย น่าจะเป็ของแม่ทัพหรือนายกองที่ทำหล่น มันยาวเท่าศอกแต่ดูเหมือนกระบี่เล็กๆ ทันทีเมื่ออยู่ในมือของเฉินอวี๋ เพียงแต่น่าเสียดายที่เขามองหาปลอกของมีดสั้นไม่เจอ
เฉินเหนียนอู่ก็ไม่แพ้กัน นางเดินเก็บสร้อยลูกปัดและแผ่นหยก โยนทุกอย่างที่เข้าตาใส่กระเป๋าผ้าที่สะพายจนตุง
สุดท้าย
ทุกคนก็ตัดสินใจที่เห็นด้วยกับพ่อที่จะเก็บของมีค่าเป็สินา เพื่อแลกกับการเก็บศพและฝั่งพวกเขาเอาไปฝังดิน เพื่ออย่างน้อยก็ไม่ให้ส่งกลิ่นหรือเกิดโรคระบาดจนกระทบต่อชีวิตของทุกคนและหมู่บ้านรอบๆ
ทุกคนเริ่มคัดศพเพื่อเอาไปฝั่ง ร่างไหนไม่สมบูรณ์ต้องยอมแพ้ คัดเลือกแต่ศพที่สะดวกต่อการย้ายไม่ให้ลำบากตัวเอง
เฉินอ่าวมองไปรอบๆ และคำนวณหาทำเล เฉินต้าที่เจอพลั่วเหล็กที่ติดมากับม้าที่ตายก็ทำหน้าที่ขุดหลุม ส่วนหน้าที่เคลื่อนย้ายเป็หน้าที่ของผู้ใหญ่อย่างเฉินอ่าว เฉินถั่วถงและหยู่เจ๋อ
หลุมไม่จำเป็ต้องใหญ่มาก สิ่งสำคัญคือต้องขุดให้ลึก เมื่อขุดเสร็จก็สามารถนำศพวางลงซ้อนทับกันได้เลย
อย่างไรก็ตาม ถึงจะดูเป็การกระทำที่ไม่มีประโยชน์ แต่ผลลัพธ์คือพวกเขารวมเงินมาได้มากถึง 500 อีแปะ สร้อยคอไข่มุก เครื่องประดับและมีดสั้นสำหรับลอบสังหารอีกสองสามเล่ม เมื่อคิดรวมทุกอย่างแล้วเป็มูลค่าเงินหลายตำลึงเงิน!
อย่างไรก็ตาม มีดและดาบชั้นดีมีสัญลักษณ์ทางทหารสลักอยู่ ทุกคนจึงไม่กล้าใช้หรือขายมัน แต่เฉินอ่าวก็เลือกเก็บไว้ในตะกร้ารอโอกาสดีๆ หาทางลบค่อยเก็บมาใช้ในภายหลัง ของมีคมและเหล็กกล้าหายาก เพราะส่วนใหญ่แร่เหล็กและการทำอาวุธจะถูกคนของทางการควบคุมและตรวจสอบตลอดเวลา
ทุกคนทำงานมาตลอดทั้งคืนจนถึงเช้าของวันใหม่ แสงแรกของวันจึงทำให้ทุกคนมองเห็นภาพนองเืในสนามรบได้ชัดเจนมากขึ้น
แม้ว่าพวกเขาจะเห็นศพมากมายมาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงใอยู่ดีเมื่อเห็นภาพรวมตรงหน้าทั้งหมด
แม้แต่เฉินถั่วถง ผู้ซึ่งคุ้นเคยกับการเห็นภาพามาโดยตลอด ก็ยังอดรู้สึกเศร้าใจกับทหารที่ถูกทอดทิ้งเหล่านี้ไม่ได้ หากนางยังเป็ผู้บัญชาการ นางจะไม่ทอดทิ้งทหารของนางไว้ข้างหลังเช่นนี้เป็ผีเดียวดาย
“เราพักกันสักครู่ แล้วค่อยทำงานต่อ” นางกล่าวเบาๆ ด้วยความเหนื่อยล้า สนามรบใหญ่มาก เพราะพวกเขาวิ่งไล่ล่ากันไปทั่วพื้นที่ราบตีนเขาจำนวนเกือบหมื่น และการสำรวจเก็บสินาของทุกคนก็ยังสำเร็จได้ไม่ถึงครึ่ง
พอพักเสร็จทุกคนก็เลยทำงานต่อ ศพที่ถูกทำร้ายอย่างโหโเี้เริ่มน่าขยะแขยงกว่าศพเมื่อคืนมาก กลิ่นเริ่มแรงและเริ่มมีฝูงแร้งและอีกาจากที่อื่นบินมา นับเป็การทดสอบความเข้มแข็งทางจิตใจอย่างแท้จริง
เมื่อคืน เฉินอวี๋รู้สึกชาเพราะเห็นศพเ่าั้ และพอเห็นอีกครั้งในตอนเช้าก็ยังทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้เบาๆ แต่เขายังจำความกลัวที่มีลูกศรยิงมาหาเขาเมื่อเร็วๆ นี้ได้ และเขาเชื่อว่าในอนาคตเขาจะต้องเจออันตรายมากกว่านี้แน่นอน
เขาจึงข่มใจสู้เพื่อทำให้จิตใจเข้มแข็ง ถึงร่างเล็กๆ สี่ขวบจะไม่สามารถช่วยพ่อและแม่เคลื่อนย้ายศพ แต่เขาและพี่สาวเหนียนอู่ก็พยายามสำรวจเก็บของมีค่าใส่ตะกร้าเท่าที่จะมองหาเจอ
เฉินต้าและท่านตาดูเหมือนจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งคู่ผลัดกันขุดหลุมด้วยพลั่วย่างขยันขันแข็ง ยัดแขนขาที่ถูกตัดขาดลงไปในหลุมด้วยการเตะแล้วกลบด้วยดิน
