ด้านิหยวนและขุนนางจากศาลว่าความเมืองหลวงต่างทำงานหนักร่วมกันนานนับเดือน ในที่สุดก็สามารถจัดการเื่ผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามาในเมืองได้สำเร็จ ิหยวนจึงพอมีเวลาพักหายใจ เขาอุ้มแมวคู่ใจไปเยี่ยมอาจารย์ที่จวนตระกูลเผย และถือโอกาสกินข้าวเย็นที่นั่น
เผยซูเยี่ย มองหน้าเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ดึกป่านนี้แล้วยังมาที่นี่อีก?”
ิหยวนอุ้มิปั้นเหลียงขึ้นมา ทั้งคนทั้งแมวต่างมองเผยซูเยี่ยด้วยแววตาเว้าวอน “มาขอทานข้าวด้วย”
เซี่ยโหวเจี๋ย ที่นั่งอยู่บนรถเข็นจึงไปทำอาหารด้วยตัวเอง กับข้าวสี่อย่าง แกงหนึ่งอย่าง ิหยวนทานอย่างเอร็ดอร่อย เผยซูเยี่ยกับเซี่ยโหวเจี๋ยนั่งมองเขาอยู่ข้างๆ ด้วยความตกตะลึง ผ่านไปสักพักจึงเอ่ยถาม “ผู้ดูแลเมืองหลวงไม่ให้เ้ากินข้าวหรือ?”
“อาหารรสเลิศ ผู้ใดเล่ามิชอบ”
“อย่าพูดขณะทานข้าว” เห็นิหยวนยังคงพูดทั้งที่ในปากเต็มไปด้วยอาหาร เผยซูเยี่ยจึงเอ่ยเตือน
“…” ิหยวนพยักหน้า ขมวดคิ้วเป็เชิงประท้วง
ท่านเป็คนถามข้าเองนะ
เผยซูเยี่ยเหมือนจะเข้าใจ จึงถอนหายใจ “เอาล่ะ กินต่อเถิด”
ิปั้นเหลียงตัวโตกว่าเดิมสามเท่า นั่งกินอาหารอยู่บนพื้นอย่างเอร็ดอร่อย ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเ้านาย ราวกับไม่สนใจเ้านายตัวเอง ไร้ความรักความผูกพันระหว่างพ่อลูก
หลังจากกินจนอิ่ม ิหยวนก็ล้มตัวลงนอนบนเก้าอี้โยกของเผยซูเยี่ยอย่างหมดสภาพ
เผยซูเยี่ยหันไปมองเซี่ยโหวเจี๋ย แววตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย เด็กหนุ่มสุภาพเรียบร้อยที่เคยมาที่นี่ครั้งแรก เป็เพียงความฝันของเขาอย่างนั้นหรือ? เซี่ยโหวเจี๋ยได้แต่ส่ายหัว
“่นี้คงลำบากพวกเ้าแล้ว ได้ยินว่าในเมืองวุ่นวายมาก ศาลว่าว่าการเมืองหลวงเองก็ยุ่งจนหัวหมุน จึงต้องไล่ผู้อพยพไปอยู่ชานเมือง ให้พวกเ้ารับผิดชอบ ทำได้ดีมาก แม้แต่ในวังหลวงยังเอ่ยปากชมความคิดของจ้าวอ๋องซื่อจื่อ”
ตอนแรกิหยวนยังแอบดีใจ คิดว่าอีกฝ่ายกำลังชมเขา ไม่คิดว่าสุดท้ายจะกลายเป็แบบนี้ เขาจึงรีบลุกขึ้นนั่ง “พวกข้าทำงานหนักแทบตาย ส่วนเขานั่งกระดิกนิ้วอยู่เฉยๆ แท้ๆ แต่คนถูกชมกลับเป็เขา?”
“เื่แบบนี้ เ้าเพิ่งรู้หรือ?” เผยซูเยี่ยถามกลับ เห็นิหยวนนั่งลงด้วยสีหน้าตกตะลึง “ตอนนี้อาหารและเสบียงต่างๆ ถูกจัดส่งไปยังกองทัพเรียบร้อยแล้ว เ้าคิดว่าต่อไปราชสำนักจะทำสิ่งใด?”
“ก็ส่งคนไปตรวจตาายแดนสิขอรับ” ิหยวนตอบโดยไม่ต้องคิด
“หืม?”
“เซี่ยไท่ฟู่กุมอำนาจในราชสำนัก น้องชายเป็ถึงแม่ทัพ หลานชายเป็นำทัพ เกณฑ์ทหารและรวบรวมเสบียงอาหารทั้งประเทศ ส่งไปสนับสนุนกองทัพแนวหน้า ต่อให้เชื้อพระวงศ์โง่เขลาเพียงใด ก็ต้องกังวลบ้าง อีกทั้งยังมีตระกูลหวัง กับตระกูลหวน คิดว่าพวกเขาจะยอมให้ตระกูลเซี่ยเรืองอำนาจแต่เพียงผู้เดียวหรืออย่างไร?”
่นี้ิหยวนใช้ชีวิตอยู่ชานเมือง เขาทำตัวเป็แบบอย่างที่ดี กินข้าวกับทหาร รอจนขุนนางกินข้าวเสร็จเขาจึงค่อยกิน แม้จะไม่ได้ลำบากลำบน แต่ก็ไม่ได้กินอิ่มสักมื้อ นานแล้วที่เขาไม่ได้กินอิ่มนอนหลับเช่นนี้ เขานอนเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยความง่วงงุน มือจึงห้อยลงข้างๆ โดยอัตโนมัติ เ้าเหมียวจึงเดินมาคลอเคลีย
“เช่นนั้นเ้าว่า ราชสำนักจะส่งผู้ใดไปตรวจตาายแดน?”
“ไม่รู้สิขอรับ” ิหยวนพึมพำ “หากส่งขุนนางไปก็ดูเป็ทางการเกินไป กลัวว่าจะทำให้แม่ทัพตระกูลเซี่ยไม่พอใจ แต่หากส่งขุนนางชั้นผู้น้อยไปก็ดูเหมือนไม่ให้เกียรติ ไม่ระบุฐานะแล้วปล่อยให้ไปเยี่ยมเยียนกองทัพ ก็ดูไม่เหมาะสม...”
“ฉะนั้น...” เผยซูเยี่ยหยุดคิดไปครู่หนึ่ง “พวกเ้าจึงถูกเลือกให้ไปทำหน้าที่นี้อย่างไรเล่า”
“พวกข้า...” ิหยวนสะดุ้งตื่น “ว่าอย่างไรนะขอรับ?! พวกข้า?!”
“ใช่แล้ว ตอนนี้อาหารและเสบียงต่างๆ ชุดใหม่ถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว รอส่งไปยังกองทัพ ทางราชสำนักมีคำสั่ง ให้ส่งบัณฑิตจากสำนักศึกษาหลวงไปคุ้มกันเสบียง ถือโอกาสท่องเที่ยวศึกษาชีวิตความเป็อยู่ของประชาชน แต่ความจริงคือให้ไปตรวจตาายแดนแทนฮ่องเต้ ข้าจึงเสนอชื่อเ้าขึ้นไป เ้าลองไปเลือกคนมาช่วยงานอีกสองสามคน”
“เหตุใดต้องเป็ข้า?!”
“อย่างไรกัน? เ้าไม่อยากไปหรือ?”
“ไม่ใช่เช่นนั้น” ิหยวนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระพริบตาปริบๆ อ่านหมื่นหมื่นตำรา เดินทางหมื่นลี้ เขาสนใจดินแดนทางเหนือมาโดยตลอด คิดว่าหากมีโอกาสจะต้องไปเยือนสักครั้งให้ได้
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้” เผยซูเยี่ยเห็นว่าลูกแมวกำลังดิ้นอยู่ในอุ้งเท้าิปั้นเหลียง จึงรีบช่วยเหลือมันออกมา วางไว้บนตักของเซี่ยโหวเจี๋ย “อีกสองสามวันค่อยเก็บข้าวของ คาดว่าไม่นานราชโองการคงออกมา”
“ขอรับ” ิหยวนยังคงมึนงง เพียงแค่มาทานข้าวหนึ่งมื้อ จู่ๆ ก็ได้หน้าที่สำคัญกลับไปด้วย
“หยวนเก้อเอ๋อร์ เ้าไม่ใช่คนสุขุมอยู่ในกรอบ หากให้เ้าอยู่แต่ในเมืองหลวง คงไม่เหมาะกับเ้า” เซี่ยโหวเจี๋ยไม่ค่อยพูด ิหยวนอุ้มแมวเตรียมตัวกลับบ้าน เขาจึงเอ่ยขึ้น “ออกไปข้างนอก อย่าลืมสองสิ่งนี้ หนึ่ง เชื่อใจสหายร่วมรบ สอง ระวังสหายร่วมรบ”
ิหยวนตกตะลึง เหลือบมองขาของเซี่ยโหวเจี๋ย เืที่สูบฉีดพลันเย็นลง
เขารีบพยักหน้า “ขอรับ ท่านอา”
-----
