ตอนที่ 5 พู่กันสั่งตาย
บรรยากาศยามเช้าในจวนสกุลเหยาดูจะตึงเครียดกว่าปกติ หมอกหนาจัดปกคลุมจนมองไม่เห็นทางเดินหินที่คดเคี้ยว รุ่ยเอ๋อร์นั่งรออยู่ในห้องโถงปีกตะวันออก บนโต๊ะไม้จันทน์มีเครื่องเขียนชุดใหม่ที่ฟางซื่อสั่งจัดหามาให้ พู่กันขนจิ้งจอกูเาหุ้มปลอกเงิน แป้นหมึกหินม่วงจากเมืองตวน และกระดาษลายเมฆา
"สายแล้ว" รุ่ยเอ๋อร์เอ่ยขึ้นเบาๆ ดวงตาจับจ้องไปที่ประตู
"คุณหนูเจินเจินเพิ่งตื่นเ้าค่ะ เห็นว่าเมื่อคืนซ้อมร่ายรำจนดึกดื่น เลยยังไม่ยอมลุกจากเตียง" เสี่ยวเถารายงานพลางรินน้ำชาให้นางอย่างนอบน้อม สายตาของสาวใช้ตัวน้อยบัดนี้แฝงไปด้วยความยำเกรงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเหตุการณ์ที่ศาลาชมวสันต์
"ร่ายรำหรือ?" รุ่ยเอ๋อร์แค่นยิ้ม
"การคัดเลือกพระสนมมิใช่การหาหญิงคณิกาเข้าหอโคมเขียว หากพื้นฐานอักษรศาสตร์พังทลาย ต่อให้ร่ายรำจนเทพบรรพตหลงใหล ก็เป็ได้เพียงสนมระดับล่างที่ไร้เกียรติ"
"ใครบอกเ้าว่าข้าจะเป็ได้แค่สนมระดับล่าง!"
เสียงแหลมดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเหยาเจินเจิน นางอยู่ในชุดสีแดงเพลิงที่ดูฟุ่มเฟือยเกินเหตุ ใบหน้าที่พอกแป้งจนขาวจัดดูไม่รับกับดวงตาที่บวมช้ำจากการอดนอน
"ข้ามาแล้ว! นังเด็กบ้านนอก! ไหนล่ะ ตำราที่เ้าจะให้ข้าเรียน? รีบๆ สอนเข้า ข้ามีเวลาให้เ้าแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น หลังจากนี้ข้าต้องไปลองชุดสั่งตัดใหม่"
รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้ลุกขึ้นต้อนรับ นางเพียงชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"นั่งลง แล้วหยิบพู่กันขึ้นมา"
"เ้าสั่งข้าหรือ?" เหยาเจินเจินถลึงตา
"ข้าไม่ได้สั่ง แต่ความตายกำลังสั่งท่าน!" รุ่ยเอ๋อร์สบตานางด้วยแววตาที่เย็นเยียบจนเหยาเจินเจินต้องชะงัก
"ท่านคิดว่าพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้เป็สิ่งที่จะใช้การร่ายรำงูๆ ปลาๆ มาหลอกลวงได้งั้นหรือ? หากวันประชันมาถึง แล้วท่านตวัดพู่กันไม่ได้แม้แต่เส้นเดียว หัวของท่านมิใช่หัวแรกที่หลุด แต่เป็หัวของคนทั้งสกุลเหยา รวมไปถึงโฉนดที่ดินของข้าที่ลุงรองยึดของข้าไปด้วย ก็จะถูกยึดคืนทั้งหมด!"
"เ้า! เ้าพูดบ้าอะไร!" เจินเจินเริ่มหน้าเสีย
"นั่งลง!" รุ่ยเอ๋อร์ย้ำเสียงต่ำ
เหยาเจินเจินจำใจกระแทกตัวลงนั่ง
"แล้วจะให้ข้าทำอะไร?"
"เขียนคำว่า เหยา (ตระกูล) ให้ข้าดูร้อยครั้ง"
"ร้อยครั้ง! เ้าจะบ้าหรือ รุ่ยเอ๋อร์! ข้าไม่ใช่เด็กสามขวบนะ!"
"การจะเป็ เงา ที่สมบูรณ์ ลายมือของข้ากับของท่านต้องกลมกลืนกันจนแยกไม่ออก" รุ่ยเอ๋อร์เริ่มอธิบายตามแบบฉบับผู้เชี่ยวชาญ
"แต่ในยามที่ต้องเขียนต่อหน้าพระพักตร์ ข้าไม่สามารถไปกุมมือท่านเขียนได้ ท่านต้องจำ จิติญญา ของเส้นหมึกที่ข้าสร้างขึ้นให้ได้สิบส่วน หากจำไม่ได้ แม้ข้าจะแต่งบทกวีให้ดีเลิศเพียงใด ลายมือไก่เขี่ยของท่านก็จะประจานทุกอย่างออกมาเอง!"
ตลอดหนึ่งชั่วยามนั้น ห้องโถงปีกตะวันออกเต็มไปด้วยเสียงตวาดของเหยาเจินเจินและเสียงนิ่งสงบของรุ่ยเอ๋อร์ที่คอยแก้ไขท่าทางการจับพู่กัน รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้เพียงแค่สอนเขียนหนังสือ แต่นางกำลัง ปรับดัด กระดูกและนิสัยของลูกพี่ลูกน้องผู้เย่อหยิ่งคนนี้
"หลังตรง! กดข้อมือลงอีก น้ำหนักหมึกอยู่ที่ปลายนิ้ว มิใช่ที่หัวไหล่!" รุ่ยเอ๋อร์ใช้สันไม้บรรทัดเคาะไปที่ข้อมือของเจินเจินอย่างแรงจนเป็รอยแดง
"โอ๊ย! นังเด็กชั้นต่ำ! เ้ากล้าตีข้าหรือ!" เจินเจินทิ้งพู่กัน น้ำตาคลอ
"หากท่านเจ็บเพียงเท่านี้ยังทนไม่ได้ แล้วจะทนความกดดันในวังหลังที่มีคนจ้องจะถลกหนังท่านได้อย่างไร?" รุ่ยเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่ข้างหน้าต่าง
"ข้าไม่ได้้าให้ท่านเก่งกาจ แต่ข้า้าให้ท่านดู เนียนตา พอที่จะไม่ทำให้ข้าถูกปะาไปด้วย"
ในขณะที่เจินเจินกำลังจะะเิอารมณ์อีกรอบ เสียงฝีเท้าของบ่าวรับใช้ก็ดังขึ้นที่หน้าห้อง
"คุณหนูใหญ่! คุณหนูรุ่ยเอ๋อร์! ท่านเ้าเมืองและใต้เท้ากงจากกรมพิธีการมาขอพบเ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่เชิญพวกท่านไปที่ห้องรับรองเดี๋ยวนี้"
เหยาเจินเจินหน้าซีดทันที
"ใต้เท้ากง? กรมพิธีการ? เขามาทำไมตอนนี้!"
รุ่ยเอ๋อร์หรี่ตาลง นี่มันเร็วเกินไป
"บางที ข่าวเื่ อัจฉริยะหญิง แห่งสกุลเหยาอาจจะแพร่กระจายไปเร็วกว่าที่คิด" นางหันไปมองเจินเจิน
"ลบเครื่องประดับที่รกตาออกเสีย ทาเพียงชาดบางๆ แล้วทำตัวเป็หญิงสาวผู้คงแก่เรียนที่เหนื่อยล้าจากการฝึกฝน อย่าให้ข้าเห็นท่านร่ายรำต่อหน้าเขาเด็ดขาด"
ภายในห้องรับรอง บรรยากาศเงียบสงัดจนน่ากลัว ฟางซื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ฝั่งตรงข้ามคือชายวัยกลางคนในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มที่มีท่าทางเ้ายศเ้าอย่าง ใต้เท้ากงผู้นี้ขึ้นชื่อเื่ความเข้มงวดและเป็หนึ่งในผู้คุมกฎการคัดเลือกสนม
"ข้าได้ยินข่าวลือมาว่า คุณหนูใหญ่สกุลเหยาไม่ได้มีดีเพียงแค่รูปโฉม แต่ยังมีลายมือที่แม้แต่ยอดปราชญ์ยังต้องสยบ" ใต้เท้ากงเอ่ยเสียงเรียบพลางลูบเครา
"ในฐานะคนของกรมพิธีการ ข้าจึงต้องมาตรวจสอบด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เป็ที่ครหาในยามเข้าวัง"
"ใต้เท้ากงช่างล้อเล่นแล้ว" ฟางซื่อพยายามรักษาอาการ
"เจินเจินเพียงแต่ชื่นชอบการเขียนอ่าน ไม่ได้เก่งกาจถึงเพียงนั้น"
"หากไม่เก่งกาจ แล้วบทกวี รากแก้วที่หยั่งลึก นั่นคือฝีมือของใคร?" ใต้เท้ากงวางกระดาษแผ่นหนึ่งลงบนโต๊ะ มันคือแผ่นที่รุ่ยเอ๋อร์เขียนไว้ในศาลาชมวสันต์!
รุ่ยเอ๋อร์และเจินเจินเดินเข้ามาพอดี หัวใจของรุ่ยเอ๋อร์กระตุกวูบ ฟางซื่อแอบส่งคนเอาบทกวีนั้นไปอวดอ้างข้างนอกงั้นหรือ? ช่างเป็ยายแก่เ้าวางแผนจริงๆ
"เจินเจินคารวะใต้เท้ากงเ้าค่ะ" เจินเจินทำตามที่รุ่ยเอ๋อร์สั่ง นางดูอ่อนหวานและเรียบง่ายผิดตา
ใต้เท้ากงมองเจินเจินอย่างพิจารณา ก่อนจะเลื่อนสายตามาที่รุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างหลัง "แล้วแม่นางผู้นี้คือใคร?"
"นี่คือหลานสาวจากสายรองเ้าค่ะ มาช่วยดูแลเื่เครื่องเขียนให้เจินเจิน" ฟางซื่อรีบตัดบท
"อ้อ สาวใช้ผู้ช่วยงั้นหรือ?" ใต้เท้ากงยิ้มเย็น
"เอาเถอะ ในเมื่อคุณหนูใหญ่อยู่ที่นี่แล้ว ข้ามีโจทย์ง่ายๆ อยากให้ลองเขียนต่อหน้าข้าเสียหน่อย หากผ่าน ข้าจะลงชื่อรับรองในบัญชีทองคำให้ทันที"
เขาสั่งให้บ่าวเตรียมโต๊ะเขียนหนังสือกลางห้อง เจินเจินตัวสั่นเทาจนแทบจะยืนไม่อยู่ นางหันไปมองรุ่ยเอ๋อร์ด้วยสายตาเว้าวอน
รุ่ยเอ๋อร์ก้าวเข้าไปใกล้ใต้เท้ากง
"ใต้เท้ากงเ้าคะ คุณหนูใหญ่เพิ่งฟื้นไข้ ข้อมือของนางยังสั่นอยู่เล็กน้อยจากการฝึกหนักเมื่อเช้า หากจะให้เขียนต่อหน้าใต้เท้าตอนนี้ เกรงว่าจะมิอาจแสดงฝีมือได้เต็มสิบส่วน"
ใต้เท้ากงเลิกคิ้ว
"แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร? ข้ามีเวลาไม่มาก"
"ให้ข้า เป็ผู้ฝนหมึกและประคองพู่กันให้นางได้หรือไม่เ้าคะ?" รุ่ยเอ๋อร์เสนอ
"ข้าจะเพียงแค่ช่วยพยุงน้ำหนัก ไม่ได้เข้าแทรกแซงลายเส้น เพื่อให้ใต้เท้าได้เห็นความตั้งใจของคุณหนู"
นี่คือการเดิมพันที่อันตรายที่สุด ใต้เท้ากงจ้องมองรุ่ยเอ๋อร์อยู่นานก่อนจะพยักหน้า
"ตกลง"
เจินเจินเดินไปที่โต๊ะ มือของนางสั่นเหมือนใบไม้ร่วง รุ่ยเอ๋อร์เดินไปยืนข้างหลังนาง มือซ้ายโอบจากข้างหลังมาประคองข้อมือของเจินเจินไว้ ส่วนมือขวาช่วยกุมด้ามพู่กันไว้อย่างแเี ท่ามกลางแขนเสื้อที่กว้างและยาวของทั้งคู่ ทำให้ดูเหมือนรุ่ยเอ๋อร์เพียงแค่ช่วยพยุง แต่ในความเป็จริง รุ่ยเอ๋อร์คือผู้ควบคุมน้ำหนักและทิศทางทั้งหมด!
"สงบสติอารมณ์เอาไว้ หายใจเข้าลึกๆ" รุ่ยเอ๋อร์กระซิบที่ข้างหูเจินเจินเบาๆ
โจทย์คือคำว่า สันติภาพแห่งแผ่นดิน
รุ่ยเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก นางส่งแรงผ่านปลายนิ้วเข้าสู่มือของเจินเจิน พู่กันตวัดลงบนกระดาษอย่างรุนแรงและมั่นคง เส้นหมึกที่ออกมานั้นมีความหนาบางที่สมบูรณ์แบบ แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่ทำให้คนมองรู้สึกถึงความสงบสุขที่แลกมาด้วยเืและหยาดเหงื่อ
ใต้เท้ากงลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาดูใกล้ๆ จนลมหายใจของเขาแทบจะรดหลังมือของรุ่ยเอ๋อร์
"มหัศจรรย์ มหัศจรรย์แท้ๆ" ใต้เท้ากงพึมพำ
"ข้าไม่เคยเห็นสตรีคนใดเขียนอักษรได้ทรงพลังเช่นนี้มาก่อน ลายเส้นนี้ เหมือนคนสองคนหลอมรวมเป็หนึ่งเดียว"
เขามองสบตากับรุ่ยเอ๋อร์อยู่ครู่หนึ่ง เป็แววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย แต่เมื่อมองไปที่เจินเจินที่กำลังแสร้งทำเป็ปาดเหงื่อ เขาก็หัวเราะออกมา
"ดี! สกุลเหยามีสมบัติล้ำค่าจริงๆ ข้าจะประทับตราให้"
เมื่อใต้เท้ากงและขบวนผู้ติดตามกลับไปแล้ว ฟางซื่อถึงกับทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความโล่งอก ส่วนเหยาเจินเจินแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความดีใจ
"ข้าผ่านแล้ว! รุ่ยเอ๋อร์ เ้าเห็นไหม! ข้ากำลังจะได้เข้าวัง!"
รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้ยินดีด้วย นางมองมือตัวเองที่ยังสั่นอยู่เล็กน้อย
"ท่านผ่านวันนี้ไปได้ แต่วันหน้าในวังหลวงไม่มีแขนเสื้อของข้าคอยบังให้ ท่านต้องฝึกให้หนักกว่านี้สิบเท่า"
"รู้แล้วน่า! เ้าช่างน่ารำคาญเสียจริง" เจินเจินสะบัดหน้าเดินออกไปพร้อมกับแม่นม
ฟางซื่อมองตามลูกสาวไป ก่อนจะหันมาหารุ่ยเอ๋อร์ด้วยสายตาที่เ็า
"รุ่ยเอ๋อร์ เ้าทำได้ดีมาก แต่จำไว้ ความเก่งกาจของเ้าต้องอยู่ภายใต้ร่มเงาของเจินเจินเท่านั้น หากเ้าคิดจะเสนอหน้า หรือทำตัวเด่นเกินไป ข้าจะทำให้เ้ากลายเป็เงาที่ไม่มีวันเห็นแสงแดดอีกเลย"
"รุ่ยเอ๋อร์ทราบดีเ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้ใหญ่" รุ่ยเอ๋อร์ตอบเสียงนิ่ง
คืนนั้น รุ่ยเอ๋อร์กลับมาที่ห้องพักด้วยความเหนื่อยล้าทางจิตใจ นางหยิบป้ายหยกมู่เยว่ออกมาวางบนโต๊ะ แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างลงมาทำให้หยกสีเขียวนั้นดูเหมือนจะมีชีวิต
"ใต้เท้ากงผู้นั้น เขาไม่ได้ถูกหลอก" รุ่ยเอ๋อร์พึมพำกับตัวเอง
"เขารู้ว่าข้าเป็คนเขียน แต่ทำไมเขาถึงยอมปล่อยไป?"
ทันใดนั้น ลมเย็นวาบพัดผ่านห้องไป หน้าต่างที่ปิดสนิทกลับเปิดออกช้าๆ รุ่ยเอ๋อร์รีบคว้าพู่กันสั่งตาย (พู่กันปลอกเงินที่ข้างในซ่อนเข็มพิษไว้ อาวุธที่นางประดิษฐ์ขึ้นเองจากเครื่องมือในห้องหนังสือ) ขึ้นมาเตรียมพร้อม
"สัญชาตญาณของเ้ายังคมกริบเหมือนเดิมนะ"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังมาจากเงามืดบนคานหลังคา ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิทะโลงมาอย่างนุ่มนวลราวกับขนนก มู่เยว่นั่นเอง! วันนี้นางเห็นใบหน้าเขาชัดเจนขึ้นภายใต้แสงจันทร์ ใบหน้าที่หล่อเหลาราวกับเทพบุตรแต่เ็าดุจน้ำแข็งขั้วโลก ดวงตาคมปลาบดั่งเหยี่ยวจ้องมองนางอย่างหยอกเย้า
"ท่านอ๋องมู่เยว่" รุ่ยเอ๋อร์เอ่ยชื่อเขาออกมาตรงๆ
"การแอบเข้าห้องสตรีในยามวิกาล มิใช่วิสัยของเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์กระมัง"
มู่เยว่เลิกคิ้วเล็กน้อย
"เ้ารู้ฐานะของข้าแล้วหรือ? ลุงรองของเ้าช่างปากสว่างเสียจริง"
เขาก้าวเข้ามาหาเธอ รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้ถอยหลัง แต่นางกลับยกพู่กันขึ้นจ่อที่ลำคอของเขา
"ท่าน้าอะไร? ข่าวเื่อาอันที่ท่านส่งมาให้ลุงรองข้า เป็แผนการเพื่อให้ข้าเข้ามาติดกับในเมืองหลวงใช่หรือไม่?"
มู่เยว่หัวเราะเบาๆ เขาใช้เพียงปลายนิ้วเบี่ยงพู่กันออกอย่างง่ายดาย
"เ้าฉลาดเกินไป รุ่ยเอ๋อร์ แต่นั่นคือเหตุผลที่ข้าเลือกเ้า"
