มีคนกล่าวเอาไว้ว่า หนังท้องตึง หนังตาหย่อน คำกล่าวนี้ไม่ผิดจริงๆ
ครั้นผู้เฒ่าทั้งสองดื่มสุรากินอาหารจนอิ่มหนำ อาจเป็เพราะหลายวันมานี้เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป หลังจากบ้วนปากเสร็จจึงพากันกลับห้องทันที
ไม่นานนัก ทั่วทั้งเรือนเล็กของสกุลต้วนพลันมีเสียงกรนสนั่นฟ้าะเืดินของผู้เฒ่าทั้งสองดังออกมา
เคอโยวหรานมองประตูห้องของผู้เฒ่าทั้งสองแล้วพึมพำว่า “ไอ้หยา ท่านอาจารย์ของข้า ทั้งสองคนเพิ่งจะกินอิ่มก็เข้านอนเสียแล้ว ทำเยี่ยงนี้จะดีหรือเ้าคะ? อย่างน้อยก็ควรเดินย่อยอาหารสักหน่อย!”
ต้วนเหลยถิงโอบเคอโยวหรานพลางเอ่ยทั้งรอยยิ้มว่า “ช่างเถิด พวกเขาพึงใจเป็พอ เ้าอยากไปเดินย่อยอาหารหรือ? เช่นนั้นข้าจะไปเดินเล่นเป็เพื่อนเ้า”
เคอโยวหรานส่ายศีรษะและกลับเข้าไปล้างหน้าบ้วนปากภายในห้อง นับั้แ่มีอ่างอาบน้ำส่วนตัว ต้วนเหลยถิงก็แบ่งห้องนอนออกเป็สองส่วน
ครั้งหนึ่งเอาไว้อาบน้ำ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเอาไว้นอนหลับพักผ่อน
โชคดีที่ตอนสร้างจวน ทุกห้องของสกุลต้วนล้วนแต่ทำเอาไว้อย่างกว้างขวาง ด้วยเหตุนี้หากจะให้แบ่งห้องนอนของพวกเคอโยวหรานออกเป็สองห้องก็ยังนับว่าเหลือเฟือ
ต้วนเหลยถิงพบว่าหลังจากส่งหมาป่าน้อยกลับไป เคอโยวหรานก็อารมณ์ไม่ดี ทั้งยังเลิกคิดเื่อื่นๆ จึงดับไฟนอนั้แ่หัวค่ำอีกด้วย
คนทั้งสองยังนอนไม่ถึงสี่ชั่วยาม ข้างนอกพลันมีเสียงผู้เฒ่าทั้งสองดังขึ้น เสียงเรียกนั้นกล่าวได้ว่าะเืฟ้าดินเลยทีเดียว
“แม่นางน้อย รีบตื่นมาทำอาหารเช้าได้แล้ว หลังกินข้าวเช้าเสร็จ อาจารย์จะพาเ้าไปสถานที่ดีๆ แห่งหนึ่ง”
“ฮ่าๆๆ... แม่นางน้อย ตื่นได้แล้ว อาจารย์เซียนพิษเช่นข้าดีต่อเ้าเป็ที่สุด ข้าได้เตรียมความน่าประหลาดใจครั้งใหญ่ไว้ให้เ้าด้วย ฮ่าๆๆ...”
ครานี้คนทั้งจวนสกุลต้วนต่างถูกปลุกจนตื่นเสียแล้ว หยวนซื่อลุกขึ้นจุดตะเกียง ครั้นเห็นว่ายังไม่ถึงยามเหม่าด้วยซ้ำจึงอดถลึงตาไปทางประตูมิได้ นางลอบคิดในใจว่า :
ล้วนเป็เพราะเคอโยวหรานผู้นั้นที่พาตาเฒ่าชอบก่อกวนทั้งสองนี้เข้ามาพักอาศัยในจวน เรียกได้ว่ามิอาจอยู่อย่างสงบสุข อยากจะนอนเพิ่มอีกสักนิดก็ทำไม่ได้ ช่างน่ารำคาญนัก
ต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานมองหน้ากันแล้วหลุดหัวเราะ พวกเขาต่างส่ายหน้าพร้อมๆ กัน ด้วยเตรียมใจที่จะเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ั้แ่เมื่อวานแล้ว
คนทั้งสองลุกขึ้นจากเตียงไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ครั้นเคอโยวหรานเดินเข้าไปข้างในเพื่อล้างหน้าแปรงฟัน พลันพบว่าต้วนเหลยถิงได้ช่วยบีบยาสีฟันให้นางเรียบร้อยแล้ว
ไม่กล่าวมิได้ว่านับั้แ่เคอโยวหรานเอาอุปกรณ์แปรงฟันเหล่านี้ให้เขา ต้วนเหลยถิงก็ตกอยู่ในความลุ่มหลงอย่างลึกซึ้งเสียแล้ว ยามนี้มิอาจขาดอุปกรณ์เหล่านี้ได้โดยสมบูรณ์
แต่น่าเสียดายที่วัสดุเหล่านี้พิเศษเกินไป เพื่อไม่ให้ชักนำปัญหา คนทั้งสองจึงตัดสินใจว่าจะไม่ให้ผู้อื่นใช้เป็การชั่วคราว รอจนกระทั่งภายหน้ามีโอกาสค่อยหาโอกาสบอกกล่าว
เคอโยวหรานกับต้วนเหลยถิงนับว่าว่องไวไม่น้อย ไม่ถึงชั่วหนึ่งก้านธูปก็จัดแจงทุกอย่างเสร็จสิ้น ทว่าหลังเปิดประตูกลับต้องพบกับท่าทีรังเกียจของผู้เฒ่าทั้งสอง
หมอเทวะลูบหนวดเขี้ยว เขาส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “แม่นางน้อย เ้าช้าเกินไปแล้ว ตื่นนอนยังต้องใช้เวลานานถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ความน่าประหลาดใจที่อาจารย์เตรียมไว้ให้เ้ายังคงรออยู่ รีบไปเตรียมอาหารเช้าให้เรียบร้อยเถิด กินให้ดีกินให้อิ่มพวกเราจะได้ออกเดินทาง”
เซียนพิษยกยิ้มเผยสีหน้าอ่อนโยน ทว่าดวงตาเล็กกลับกลิ้งกลอกไปมายามเอ่ย “แม่นางน้อย เ้าต้องกินให้อิ่มหนำ หากอีกประเดี๋ยวหิวขึ้นมา อย่าโทษว่าอาจารย์มิได้เตือนเ้า ฮ่าๆๆ...”
เหนือศีรษะของเคอโยวหรานถึงกับมีนกบินผ่านหนึ่งแถวก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในห้องครัว นางรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ไม่ดีบางประการ ราวกับว่าเื่น่าประหลาดใจที่ผู้เฒ่าทั้งสองเอ่ยถึงค่อนข้างจะเสี่ยงอันตราย
......
ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ จวนสกุลเคอ
หลังจากเคอเสี่ยวหรูบำรุงร่างกายอยู่หลายวันจนสามารถรักษาบุตรในครรภ์เอาไว้ได้ ยามนี้นางกำลังนอนอยู่บนเตียงโดยเสพสุขการปรนนิบัติจากหลินสืออู่
นับั้แ่ได้รู้ว่าสกุลต่งไม่เกิดเื่อันใด นางสามารถเป็มารดาพึ่งบารมีบุตรกลับจวนสกุลต่ง เคอเสี่ยวหรูก็เกิดความรู้สึกว่าตนเหนือกว่าอย่างที่มิอาจพรรณนาออกมาได้
แม่เฒ่าเคอกับเคอก่วงเถียนถูกผู้เฒ่าเคอบริภาษ พากันอยู่ในห้องอย่างไม่เต็มใจ นึกโมโหเสียจนต้องกัดฟันกรอด
เคอก่วงเถียนดึงทึ้งผ้าเช็ดหน้าพลางเอ่ยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ท่านแม่ ท่านจะรั้งข้าไว้ในจวนแห่งนี้อีกนานเพียงใดเ้าคะ? หากยังไม่ออกเรือน ข้าคงต้องกลายเป็แม่นางทึนทึกแล้วเ้าค่ะ”
แม่เฒ่าเคอทั้งไอทั้งพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “แค่กๆ...บุตรสาวของข้าดีถึงเพียงนี้ แค่กๆ...หากหาสามีในหมู่บ้านให้เ้า เ้ายินดีหรือ? แค่กๆๆ...”
เคอก่วงเถียนเอาผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก เอ่ยด้วยสีหน้ารังเกียจว่า “จะหาคนในหมู่บ้านได้อย่างไรเ้าคะ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาคนเช่นจวนสกุลต่ง มิเช่นนั้นไม่เท่ากับข้าด้อยกว่าเคอเสี่ยวหรูเสียเปล่าหรือเ้าคะ?”
“แค่กๆๆ...” แม่เฒ่าเคอกล่าวด้วยความฮึกเหิม “ไม่ต้องรีบร้อน ข้าจะให้แม่สื่อไปลองสอบถามดูสักหน่อย แค่กๆๆ...”
ครั้นได้ยินเช่นนี้ เคอก่วงเถียนก็แบะปากพลางปิดจมูกเดินออกไปจากห้อง ทว่าเพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ข้างฝ่าเท้ากลับมีถังเพิ่มมาหนึ่งใบ
หลินสืออู่เอามือกอดอก เชิดหน้าขึ้นสูงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “เคอก่วงเถียน หมูในคอกหิวจนส่งเสียงร้องแล้ว เ้าคิดจะปล่อยให้พวกมันหิวตายหรือ?”
เคอก่วงเถียนถึงกับตาเขียว นางเอามือทั้งสองข้างเท้าเอวและตอบกลับด้วยความขุ่นเคืองว่า “พี่สะใภ้รองก็อยู่มิใช่หรือ? เหตุใดถึงไม่ไปป้อนเองเล่า? มีสิทธิ์อันใดมาใช้สตรีที่ยังไม่ออกเรือนเช่นข้าให้ไปป้อนหรือ?”
หลินสืออู่หัวเราะเยาะพลางเอ่ย “ไอ้หยา เ้ายังรู้ว่าตนเองยังไม่ออกเรือนด้วยหรือ? ชื่อเสียงของสตรีสำคัญเพียงใด ไม่ต้องให้ข้าบอกเ้ากระมัง?
ไม่เคารพพี่สะใภ้ ไม่ปรองดองกับหลานสาว เ้าว่าสกุลใดจะอยากแต่งสตรีเช่นเ้าเข้าจวนหรือ?
ท่าทางเช่นนี้ของเ้า เตรียมจะเป็แม่นางแก่ทึนทึกไปชั่วชีวิตแล้วกระมัง? ข้ากับพี่รองของเ้าเลี้ยงน้องสาวแก่เช่นเ้าไม่ไหวหรอก”
“เ้า...” เคอก่วงเถียนชี้หน้าหลินสืออู่ด้วยความโมโหจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง แต่กลับโต้กลับไม่ได้เลยสักประโยคเดียว
หลินสืออู่ใช้เท้าเตะถังบนพื้น เอ่ยอย่างหยามเหยียดว่า “ข้าพูดไปหมดแล้ว ยามนี้ลูกหมูหิวโซยิ่งนัก หากเ้ายังไม่ไป ถ้าเกิดพวกมันหิวตาย ก็จงรอให้บิดาของเ้ามาตีเ้าจนตายเถิด!”
กล่าวจบก็กลอกตาขาวใส่เคอก่วงเถียน ก่อนจะบิดเอวหนาหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องของเคอเสี่ยวหรู
เคอก่วงเถียนโมโหยิ่งนัก นางเตะถังบนพื้นจนกระเด็นไปไกล จากนั้นกำหมัดวิ่งออกไปจากจวนสกุลเคอทั้งน้ำตา
เคอก่วงเถียนถูกแม่เฒ่าเคอเลี้ยงดูราวกับเป็บุตรสาวสกุลใหญ่ั้แ่เด็กจนโต ยามปกติไม่ออกนอกประตูใหญ่ ไม่ข้ามผ่านประตูสอง
วันนั้นเป็เพราะแย่งเกี๊ยว ได้วิ่งไปถึงเชิงเขาเสี่ยวชิงก็นับว่าเป็สถานที่ที่นางเคยไปไกลที่สุดแล้ว
สถานที่เดียวที่นางรู้จักก็คือที่นาของจวนตนเอง เพราะแม่เฒ่าเคอมักพานางไปดูที่นาเ่าั้ ชี้พวกมันพลางบอกว่าภายหน้านี่ก็คือสินเดิมของเ้า
เวลานี้พี่สามที่รักเอ็นดูนางมากที่สุดกำลังยุ่งอยู่กับงานในทุ่งนา เคอก่วงเถียนจึงอยากไปหาพี่ชายเพื่อระบายความขมขื่นที่มี
ภายในหมู่บ้าน ผู้ที่เคยเห็นหน้าเคอก่วงเถียนมีไม่มากนัก ครั้นผู้ที่อยู่ในคันนาเห็นแม่นางผิวขาวเนียนสวมชุดกระโปรงสีชมพูลายดอกไม้วิ่งมาจากถนนใหญ่ด้านข้าง ต่างก็พากันหยุดงานในมือและมองไปทางนาง
เื่นี้มิอาจโทษพวกเขา สตรีในหมู่บ้านต่างก็ทำนาั้แ่เด็ก ตากแดดตากลมั้แ่เช้ายันเย็น จึงมีผู้ที่ผิวขาวเกลี้ยงเกลาเช่นเคอก่วงเถียนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ส่วนเคอโยวหรานที่เข้าออกหมู่บ้านกับต้วนเหลยถิงบ่อยครั้งมักจะสวมหมวกเหวยเม่ากับผ้าปิดหน้าบดบังใบหน้าอยู่เสมอ ชาวบ้านล้วนไม่เห็นใบหน้าของนางแต่อย่างใด
ครั้นจู่ๆ มีแม่นางผิวขาวเกลี้ยงเกลาปรากฏตัว ด้วยความสนใจใคร่รู้ ทุกคนย่อมต้องชำเลืองให้หลายครั้งสักหน่อย
ทันใดนั้นเอง ถนนเข้าหมู่บ้านพลันมีคนกลุ่มหนึ่งขี่ม้าสูงใหญ่เข้ามาอย่างเอิกเกริก
ผู้ที่นำหน้าสุดคือบุรุษร่างอ้วนหูใหญ่หน้ามันเงา ครั้นเหลือบไปเห็นเคอก่วงเถียนที่กำลังสะอื้นไห้พลางวิ่งไปยังที่นาของตนเอง ดวงตาของเขาถึงกับเป็ประกายอย่างมิอาจหักห้ามใจ
ชายร่างอ้วนส่งเสียงเรียกคนสนิทข้างกาย จากนั้นใช้แส้ม้าชี้ไปทางแผ่นหลังของเคอก่วงเถียนแล้วเอ่ยว่า
“ไปถามให้ข้าทีว่าสตรีที่กำลังวิ่งออกไปคือแม่นางจวนใด? หน้าตางดงามทีเดียว”
“ขอรับ” คนสนิทประสานกำปั้นรับคำสั่ง ยกยิ้มชั่วร้ายพลางลงจากรถม้าก่อนจะวิ่งไปทางคนที่กำลังทำนาในคันนา
ไม่นานนัก คนสนิทก็กลับมารายงาน “เรียนนายท่าน พวกชาวบ้านบอกว่าไม่เคยเห็นแม่นางผู้นั้นมาก่อนขอรับ”
ชายร่างอ้วนฉีกยิ้มกว้าง ยกแส้ม้าในมือขึ้นสูงพร้อมทั้งเอ่ยว่า
“นึกไม่ถึงว่าในหมู่บ้านเถาหยวนยังจะมีสิ่งที่ขาวสะอาดเกลี้ยงเกลาเช่นนี้อยู่ด้วย? ไป ตามไปดูสักหน่อยว่าแท้จริงแล้วเป็แม่นางน้อยจากจวนใด?”
