หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ภายในเรือนใหญ่มีตี้เหยียนที่สีหน้าเขียวคล้ำนั่งอยู่บนเก้าอี้หลักกลางห้อง และกำลังมองทุกคนที่นั่งอยู่ด้านล่าง
ถังเหล่ยกับตี้เชียนเสวี่ยนั่งอยู่ด้วยกัน ฝั่งตรงข้ามมีเซี่ยหมางที่กำลังกินยานั่งอยู่ ในเวลานี้เซี่ยหมางได้ฟื้นฟูภาพลักษณ์องค์ชายแห่งต้าเซี่ยกลับมาแล้วและด้านหลังของเซี่ยหมางมีอี้เฟิงกับนักปรุงยาเจิ้งยืนอยู่ ทั้งสองฝ่ายจ้องกันและกันไปมา หากสายตาสามารถสังหารคนได้ ทั้งสองฝ่ายคงตายไปเป็หมื่นรอบแล้ว
“เชียนเสวี่ย ชายผู้นี้คือใคร เหตุใดจึงอยู่ในเรือนของเ้า” ตี้เหยียนมองถังเหล่ย จากนั้นถามออกไป
“ท่านพ่อ ท่านควรถามอีกฝ่ายก่อนต่างหากว่าเหตุใดจึงบุกเข้าไปในเรือนของข้ากลางดึก?!” ตี้เชียนเสวี่ยลุกขึ้นชี้ไปที่เซี่ยหมางทันที
ในใจของตี้เหยียนจะไม่รู้ได้อย่างไร แต่เพราะสถานะของอีกฝ่ายสูงส่ง เขาจึงเลือกที่จะถามเกี่ยวกับถังเหล่ยก่อน
“คุณหนูตี้เข้าใจผิดแล้ว ข้ากำลังเดินเล่นกลางดึกเห็นคนลอบเข้าไปในเรือนคุณหนู ข้ากังวลว่าคุณหนูจะได้รับอันตราย ดังนั้นจึงตามเข้าไป” เซี่ยหมางฝืนสะกดความโกรธไว้ภายในใจ ใบหน้ายังเผยรอยยิ้มใสซื่อเพื่อเริ่มเล่นละคร
“ดูท่าท่านอ๋องก็ไม่รู้ว่ามีคนอยู่ในเรือนของตี้เชียนเสวี่ย!” เซี่ยหมางเบี่ยงประเด็นและกลับมาใส่ความถังเหล่ยทันที
ถังเหล่ยมองเซี่ยหมางด้วยหางตา คิดไม่ถึงว่าเซี่ยหมางผู้นี้จะเล่นละครตบตาเก่งกว่าฝีมือที่เขามี หากาาเซี่ยรู้ว่าองค์ชายของเขาทำเช่นนี้คงถูกลงโทษไปแล้ว
“ไร้สาระ ถังเหล่ยอยู่ในเรือนของข้าั้แ่เช้าไม่เคยก้าวเท้าออกจากเรือนของข้า เหตุใดพวกเ้าจึงกล้ากล่าวว่าเห็นถังเหล่ยลอบเข้ามาในเรือนข้า ช่างเป็แผนการที่ชั่วร้ายยิ่งนัก!”
ตี้เชียนเสวี่ยไม่ได้สงบนิ่งเหมือนกับถังเหล่ย ทันทีที่นางเห็นเซี่ยหมางกำลังเล่นละครตบตา นางจึงก่นด่าออกมาทันที ถ้าไม่ใช่นางสู้อีกฝ่ายไม่ได้ ตอนนี้ตี้เชียนเสวี่ยคงเข้าไปสู้กับอีกฝ่ายแล้ว
ถังเหล่ยมองตี้เชียนเสวี่ยอย่างอึดอัด แม้ว่าสิ่งที่นางกำลังกล่าวจะเป็ความจริง แต่อีกด้านหนึ่งคือการเปิดเผยสถานะของเขาไม่ใช่หรือ?
“สามหาว เป็เพียงเด็กคนหนึ่ง กล้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร นั่งลงซะ!” ตี้เหยียนกล่าวตำหนิ
เมื่อตี้เชียนเสวี่ยเห็นเช่นนั้นจึงนั่งลงบนเก้าอี้ สายตาที่จดจ้องเซี่ยหมางอยู่นั่นราวกับมีดแหลมที่กำลังทิ่มแทงใบหน้าของอีกฝ่าย
“เ้าพาเขาเข้ามาหรือ? เขาผู้นี้เป็ใครกัน?” ตี้เหยียนถามต่อ
ตี้เชียนเสวี่ยมองถังเหล่ยไม่รู้ว่าควรพูดอะไร นางไม่รู้จะอธิบายที่มาของถังเหล่ยว่าอย่างไร?
“ข้าน้อยถังเหล่ย คารวะท่านตี้เหยียน”
ในขณะที่ตี้เชียนเสวี่ยกำลังเสียใจที่ลากถังเหล่ยเข้ามาเกี่ยวข้องกับวุ่นวายภายในตระกูล ทันใดนั้นถังเหล่ยก็ลุกเดินมาตรงกลางเรือนใหญ่และกล่าวเสียงดัง เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจำเป็ต้องเปิดเผยตัวตน ในเวลาเดียวกันเขาจะได้ไขข้อสงสัยของตี้เหยียนไปด้วย
“แล้วเ้ามีเหตุผลอันใดจึงมาที่นี่?” ตี้เหยียนคิดไม่ถึงว่าถังเหล่ยจะกล้าก้าวออกมาและเริ่มแนะนำตัว ในเวลาเดียวกันตี้เหยียนก็รู้แล้วว่าถังเหล่ยเป็เพียงผู้ฝึกตนระดับผู้ชำนาญยุทธ์
เดิมทีผู้ชำนาญยุทธ์ที่อยู่ต่อหน้าตี้เหยียนจะไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงด้วยซ้ำ แต่ถังเหล่ยผู้นี้กลับกล้ากล่าวออกมาเสียงดังฟังชัด และไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างใด ท่าทางเช่นนี้ก็ทำให้ตี้เหยียนรู้สึกดีขึ้นมา
แน่นอนว่าตี้เหยียนไม่เห็นการต่อสู้ของถังเหล่ยกับเซี่ยหมาง หากเขาได้เห็นฝีมือของถังเหล่ยต้องรู้สึกดีขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน
“ข้าได้รับคำเชิญจากคุณหนูใหญ่ ให้ช่วยคุณชายตี้ชิงผ่านวิกฤตครั้งนี้”
ถังเหล่ยกล่าวสั้นๆ เท่านั้น แต่กลับสร้างผลกระทบเป็วงกว้าง คำกล่าวของถังเหล่ยทำให้ทุกคนในโถงใหญ่ต้องตกตะลึง ไม่เว้นแม้แต่ตี้เชียนเสวี่ย
ถึงแม้ตี้เชียนเสวี่ยจะรู้ว่าถังเหล่ยมาช่วยจริงๆ แต่คิดไม่ถึงว่าถังเหล่ยจะพูดออกมาตรงๆ เช่นนี้ ตี้เหยียนมองถังเหล่ยด้วยความไม่อยากเชื่อ เมื่อได้ยินคำกล่าวของอีกฝ่าย ปฏิกิริยาแรกของเขาคือคิดว่าถังเหล่ยผู้นี้โกหก แต่ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังกล่าวออกมานั้นมีท่าทางสงบนิ่ง หากไม่คิดเื่อายุและฐานการบ่มเพาะของอีกฝ่าย ตี้เหยียนคงคิดว่าเป็เื่จริงอย่างแน่นอน
“ฮ่าๆ ช่างน่าขันนัก เ้าเป็เด็กที่ไหนไม่รู้ ช่างพูดจาใหญ่โตเสียจริง”
ทันทีที่เซี่ยหมางได้ยินคำกล่าวของถังเหล่ยก็หัวเราะออกมา ในตอนแรกเขาก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน แต่ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจก็หัวเราะออกมาราวกับกำลังฟังเื่ตลก
อย่างไรก็ตามใบหน้าของนักปรุงยาเจิ้งด้านหลังเซี่ยหมางก็เผยรอยยิ้มดูแคลน แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าจะช่วยตี้ชิงได้ในครั้งนี้ แต่ชายหนุ่มที่ชื่อถังเหล่ยผู้นี้กลับกล้าพูดออกมาได้เต็มปาก
อีกด้านหนึ่งเซี่ยหมางคิดได้ว่าตัวเองเสียมารยาทเกินไปแล้ว ใบหน้าของเขากลับมาอยู่ในท่าทางคุณชายของตระกูลใหญ่อีกครั้ง ในขณะที่ตี้เหยียนเห็นการกระทำของเซี่ยหมางพร้อมกับท่าทางประหลาด เขาจึงตระหนักได้ทันทีว่าห้ามให้ธิดาของตนแต่งกับคนแบบนี้เด็ดขาด องค์ชายของจักรวรรดิต้าเซี่ยผู้นี้ เล่นละครเก่งจริงๆ
“พูดจาใหญ่โตอย่างนั้นหรือ? เมื่อครู่ใครกันที่พ่ายแพ้ให้ข้า? ผู้นั้นเหมือนจะอยู่ด้านหน้าของข้าแล้ว” ถังเหล่ยมองเซี่ยหมางอย่างดูแคลน
ในสายตาของถังเหล่ยนั้นแฝงด้วยความท้าทาย คำกล่าวนี้ไปแทงใจดำของเซี่ยหมางเข้าแล้ว ความพ่ายแพ้ของเขาก่อนหน้านี้มีเพียงถังเหล่ยคนเดียวเท่านั้นที่รู้ ทว่าถังเหล่ยกลับพูดออกมาต่อหน้าทุกคนเช่นนี้ ต่อให้เขาหน้าหนาเพียงใดก็ไม่อาจบิดเบือนความพ่ายแพ้ก่อนหน้านี้ได้
“เ้าลอบโจมตีข้าชัดๆ อีกอย่างข้าเกรงว่าจะไปรบกวนการพักผ่อนของคุณใหญ่ เลยยั้งมือเอาไว้!” เซี่ยหมางหาข้ออ้างให้ตัวเอง
ในเวลาเดียวกันถังเหล่ยรู้สึกว่าเซี่ยหมางผู้นี้หน้าด้านหน้าทนเกินกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้มาก หากนำหนังหน้าของอีกฝ่ายไปสร้างเป็อาวุธสมบัติ คาดว่าคงไม่มีการโจมตีแบบใดสามารถทะลุทะลวงได้แน่
“เอาล่ะ หยุดโต้เถียงกันได้แล้ว เ้าบอกว่าเ้าสามารถช่วยชิงเอ๋อร์ได้ เ้าพูดจริงหรือ?”
ตี้เหยียนไม่สามารถทนดูท่าทางกลับกลอกของเซี่ยหมางได้อีกต่อไป เมื่อวานเขายังคิดว่าองค์ชายเก้าแห่งจักรวรรดิต้าเซี่ยผู้นี้เป็คนนิสัยดี แต่วันนี้เขารู้แล้วว่าธาตุแท้ของอีกฝ่ายนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
“แน่นอน ข้าน้อยก็พอรู้ทักษะการปรุงยาอยู่บ้าง การช่วยคุณชายตี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร!”
ทันทีที่เซี่ยหมางได้ยินถังเหล่ยกล่าวว่าตัวเองปรุงยาเป็เขาก็นั่งไม่ติดแล้ว ตอนที่เขาต่อสู้กับอีกฝ่าย ก็พบว่าชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าแตกต่างจากผู้ฝึกตนระดับผู้ชำนาญยุทธ์ไปมาก ท้ายที่สุดขณะที่เขาปลดปล่อยิญญายุทธ์ออกมา อีกฝ่ายก็เพิ่มพลังขึ้นมาเช่นกัน และยังเอาชนะเขาได้อีกด้วย
หลังจากที่เซี่ยหมางครุ่นคิดเื่นี้ เขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าสิ่งที่ถังเหล่ยกล่าวว่าปรุงยาเป็นั้นน่าจะเป็เื่จริง แต่ดูจากความเยาว์วัยแล้วต่อให้เริ่มปรุงยาั้แ่อยู่ในท้องของมารดาจนถึงปัจจุบันอีกฝ่ายก็คงไม่เก่งเกินกว่าที่เขาคาดเดาเอาไว้แน่
“เลิกโกหกได้แล้ว เ้ายังกล้าบอกว่าปรุงยาเป็อีกหรือ? แค่ไปเรียนวิชางูๆ ปลาๆ มา ยังคิดจะมาโอ้อวดอีกหรือ!” เมื่อมีโอกาสเซี่ยหมางกล่าวเยาะเย้ยออกมาทันที
ทักษะการปรุงยาไม่เหมือนกับทักษะอื่น ต่อให้มีพร์มากเพียงใดก็ต้องใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์นานหลายปี และยังต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการฝึกฝน ที่สำคัญต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
เซี่ยหมางคาดเดาเอาไว้ว่าต่อให้ถังเหล่ยรู้เื่การปรุงยาจริงๆ และมีพร์ด้านการปรุงยาสูงส่งจริงๆ แต่อายุเพียงเท่านี้ ยาระดับสองก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
“ข้าไม่กล้าพูดว่าทักษะปรุงยาของข้าเก่งกาจแค่ไหน แต่อย่างน้อยก็เก่งกว่านักปรุงยาเชื้อพระวงศ์ด้านหลังเ้า” ถังเหล่ยไม่้าโต้เถียงเื่การปรุงยากับอีกฝ่ายอีกต่อไป
ความหมายที่แท้จริงของถังเหล่ยคือให้นักปรุงยาประลองกันเอง ทันทีที่นักปรุงยาเจิ้งได้ยินคำกล่าวของถังเหล่ยก็โกรธจนเคราสั่น เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีกล้ากล่าวว่าทักษะปรุงยาของตนเก่งกาจกว่าเขา คำกล่าวเช่นนี้เขาไม่อาจกล้ำกลืนฝืนทนได้อีกต่อไป
……
