ยามก้าวเดิน ไป๋หยุนเฟยก็เริ่มอัพเกรดมีดสั้นระดับ‘ดีเลิศ’ทั้งสิบเล่มที่แลกมา
โดยไม่รู้ตัว ดวงอาทิตย์ที่อยู่กลางนภาเริ่มคล้อยลาลับ แสงจ้าบาดตาแปรเปลี่ยนเป็แสงสนธยาอันนุ่มนวลพร้อมกับท้องฟ้าที่มืดสลัวลง
……
“อัพเกรดสำเร็จ”
“ระดับไอเทม: ดีเลิศ”
“ระดับการอัพเกรด: +8”
“พลังโจมตี: 155”
“พลังโจมตีเพิ่มเติม: 66”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 61 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยเหลือบมองมีดสั้นในมือก่อนจะเก็บใส่แหวนช่องมิติพลางครุ่นคิด “เมื่อถึง +8 พลังโจมตีเกินกว่าสองร้อยแต้ม พอที่จะเรียกเป็วัตถุิญญาได้ หากข้าอัพเกรดเกินกว่า +8 ก็จะเพิ่มพลังโจมตีขึ้นอีกหนึ่งร้อยแต้ม เพียงพอจะเรียกเป็วัตถุิญญาชั้นมนุษย์ได้ สิ่งของระดับ‘ดีเลิศ’นี้มีโอกาสจะถูกทำลายหลังจากอัพเกรดเกินกว่า +8 ดูเหมือนจะมีเพียงวัตถุิญญาเท่านั้นจึงจะสามารถอัพเกรดถึง +10 ได้โดยปราศจากความเสี่ยงที่จะถูกทำลาย”
“ข้าอัพเกรดมีดสั้นไปเพียงสี่เล่มก็ใช้แต้มิญญาไปแล้วครึ่งหนึ่ง หลังจากนี้ค่อยทำตามที่คิดไว้” หลังจากพิจารณาสภาพของตน ไป๋หยุนเฟยก็หรี่ตาลง “ข้าใช้แต้มิญญาไปกว่าหนึ่งพันห้าร้อยแต้ม แสดงว่าข้ามีแต้มิญญาอยู่สามพันหกร้อยแต้ม ไม่ทราบเมื่อใดข้าจึงจะบรรลุระดับปลายด่านภูติญญาได้...”
“รอให้พลังิญญาฟื้นคืนมาก่อนแล้วข้าค่อยอัพเกรดต่อ” ไป๋หยุนเฟยชำเลืองมองท้องฟ้าเบื้องบน “ไม่ทันกาลแล้ว คงต้องหาที่ค้างแรมคืนนี้ก่อน! ไฉนยังไม่พบผู้ใดแม้แต่คนเดียว? โชคของข้าช่างดีเลิศนัก...”
ไป๋หยุนเฟยบ่นคร่ำครวญกับตนเอง หลังจากออกเดินต่ออีกราวชั่วก้านธูป จู่ๆร่างมันก็พลันชะงักค้าง เห็นมีกลุ่มคนอยู่ในป่าห่างออกไปไม่ไกล ไป๋หยุนเฟยแลเห็นกระโจมถูกกางล้อมรอบกองไฟ มีผู้คนไม่น้อยนั่งอยู่รอบกองไฟ ด้านข้างวางไว้ด้วยสิ่งของทับซ้อนเป็กอง
“พวกมันคงเป็ขบวนขนส่งสินค้า” ไป๋หยุนเฟยนึกถึงกลุ่มพ่อค้าที่มันเคยติดต่อด้วยบ่อยครั้งในเมือง คนเหล่านี้ดูไม่แตกต่างจากที่มันเคยพบ
ไป๋หยุนเฟยรู้สึกยินดียิ่งที่ได้พบกลุ่มคนเหล่านี้ มันเร่งฝีเท้าขึ้น ไม่นานก็มาหยุดอยู่ข้างกลุ่มที่กำลังสนทนากัน
“ผู้ใดอยู่ที่นั่น?” ทันทีที่เงาร่างของไป๋หยุนเฟยเข้าใกล้ คนกลุ่มนั้นก็ตื่นตัวขึ้น ชายร่างกำยำสามคนพลันลุกขึ้นมองมายังไป๋หยุนเฟย คนที่เหลือยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่มือพวกมันลอบเอื้อมไปยังอาวุธที่ข้างกายพลางสอดส่องรอบบริเวณ
ผู้คุ้มกันของขบวนขนส่งสินค้าปกติจะประกอบด้วยนักสู้มือดี แม้เมื่อเผชิญกับกลุ่มโจรูเาที่เข้มแข็งจะไร้ประโยชน์ แต่หากเผชิญกับกลุ่มโจรทั่วไปนักสู้เหล่านี้ยังมีความสามารถจะรับรองความปลอดภัยได้
“ไม่ต้องกังวล ข้าไม่มีเจตนาร้าย ข้ามาเพียงคนเดียว” ไป๋หยุนเฟยยิ้มอย่างเป็มิตร ก่อนจะพบว่าท้องฟ้ามืดมิดจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด มันจึงโบกมือแสดงว่าไม่มีเจตนาร้ายพลางกล่าวต่ออีกฝ่ายอย่างสุภาพ
“เ้ามาทำอะไร?” บุรุษขนคิ้วดกหนามองดูชายหนุ่มเบื้องหน้า แม้ท่าทีจะผ่อนคลายลง แต่ยังคงระแวงต่อไป๋หยุนเฟย
หลังจากเดินเข้ามาหยุดในระยะห้าวา ไป๋หยุนเฟยก็เผยสีหน้าขัดเขิน “ข้า เอ่อ ข้าเพิ่งออกจากบ้านมาท่องโลก เดินทางมาทั้งวันในที่สุดก็ได้พบผู้คนจึงหวังจะขอแบ่งอาหาร พวกท่านใช่เป็พ่อค้าหรือไม่? หวังว่าพวกท่านจะให้ข้าร่วมทางไปด้วยสักระยะ ข้าจ่ายค่าตอบแทนให้ก็ได้”
“หานเยว่ คนผู้นี้มาเพียงลำพัง” ได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากด้านหลังชายร่างใหญ่ พร้อมกับพ่อค้าร่างเตี้ยเล็กเข้ามาในระยะสายตา
ร่างมันไม่สูงนักแต่หนวดกลับยาวเหยียด สายตามันดูเลื่อนลอยอยู่บ้าง โดยรวมแล้วมันให้ความรู้สึกว่าเป็คนหลักแหลมใบหน้าปราศจากแววชั่วร้าย ตรงกันข้ามรอยยิ้มบนในหน้าให้ความรู้สึกเป็มิตรอย่างยิ่ง หลังจากพยักหน้าแกไป๋หยุนเฟยแล้วก็หัวเราะออกมา “ฮ่า ฮ่า ท่าทางเ้าช่างน่าขบขันนัก เมื่อพวกเรามีวาสนาได้มาพบกัน หากเ้าอยากจะเดินทางไปพร้อมกับพวกเราก็ไม่มีปัญหา ข้าหวงว่าน อาจจะเป็เพียงพ่อค้าเล็กๆ แต่ก็ไม่ไม่ได้หน้าเืขูดรีดเอาเงินทุกเหรียญที่ขวางหน้า อย่าได้พูดถึงเื่เงินทองอีก มากับพวกเราตามที่เ้า้าเถอะ!”
“เช่นนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นต้องขอบคุณท่านแล้วเถ้าแก่หวง!” ไป๋หยุนเฟยยิ้มอย่างอบอุ่นพลางประสานมือทักทาย หลังจากพยักหน้าให้แก่ทุกคนที่อยู่ใกล้ตัวมันก็เข้าไปยังที่ซึ่งคนอื่นรวมตัวอยู่
“สหายน้อย ข้าควรเรียกเ้าว่าอะไร?” หวงว่านดึงไป๋หยุนเฟยไปนั่งข้างกองไฟ รอบตัวหวงว่านปราศจากกลิ่นอายพ่อค้าอีก มันนั่งลงข้างกายไป๋หยุนเฟยพร้อมกับส่งน่องไก่ที่ย่างอย่างดีให้
“ไป๋หยุนเฟย”
“อ้อ เ้าก็มุ่งหน้าไปเมืองกู่ยี่เช่นเดียวกันหรือเสี่ยวไป๋?”
“ถูกแล้ว ไม่กี่วันก่อนข้าหลงทางอยู่ในป่า วันนี้ค่อยออกมาได้ แต่เดินทางคนเดียวช่างน่าเบื่อ เมื่อเห็นทุกคนรวมตัวกันที่นี่จึงเข้ามาหา หวังว่าทุกคนจะไม่ถือสาที่ข้าบุกรุกเข้ามา”
“ไม่ ไม่ อย่าได้กล่าวเช่นนี้ พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปเมืองกู่ยี่เช่นกัน ยินดีอย่างยิ่งที่เ้ามาร่วมทางกับเรา”
“ขอบคุณเถ้าแก่หวง ข้าพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง หากเผชิญปัญหาระหว่างทาง อาจพอจะยื่นมือช่วยได้” ไป๋หยุนเฟยพบว่าความจริงใจและการปฏิบัติต่อผู้คนอันเปิดเผยของหวงว่านสร้างความรู้สึกที่ดีแก่ตนไม่น้อย
“โอ? หรือเ้าก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน?” หวงว่านใช้สายตาประหลาดใจมองดูไป๋หยุนเฟยก่อนจะสั่นศีรษะ “ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องกังวลอันใด ยามนี้พวกเรามีบุคคลอันร้ายกาจถึงสองคนร่วมทางไปด้วย เมื่อมีพวกเขา ต่อให้เป็โจรร้ายหากว่าพวกเขาลงมือพวกมันต้องตายอย่างแน่นอน”
“โอ?” ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจ “พวกเขาเป็ใคร?”
หวงว่านเหลียวมองรอบข้างว่าไม่มีผู้ใดจึงกระซิบบอก “พวกเขาสองคนเป็ผู้ฝึกปรือิญญา!”
ไป๋หยุนเฟยจึงพบว่ามีกระโจมโดดเดี่ยวตั้งห่างออกไปห้าสิบวา ด้านในมีคนสองคนนอนหลับอยู่ เพียงมองลอดประตูกระโจมที่เลิกขึ้นก็มองเห็นได้ ไป๋หยุนเฟยไม่คุ้นชินกับการใช้ััิญญาเพื่อตรวจสอบรอบข้าง ปกติแล้วมันจะซุกซ่อนพลังิญญาอย่างมิดชิด นอกจากว่าจะใช้ััิญญาตั้งใจตรวจสอบไม่เช่นนั้นผู้ฝึกปรือิญญาคนอื่นก็ยากจะพบเห็นได้ สำหรับผู้ฝึกปรือิญญาทั้งสองในกระโจมเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เป็เช่นเดียวกับมัน แต่ไป๋หยุนเฟยไม่คิดจะขุดคุ้ยถึงตัวตนอีกฝ่าย เพราะนี่ไม่เพียงแต่เสียมารยาทยังอาจถูกต่อต้านจากผู้อื่นได้
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ทุกคราที่ไป๋หยุนเฟยมองไปที่กระโจมก็จะเกิดความรู้สึกอันประหลาดพิสดารขึ้น ราวกับจะมีบางอย่างที่เลวร้ายใกล้จะเกิดขึ้น...
บางทีอาจเป็เพราะไป๋หยุนเฟยจ้องมองดูกระโจมด้วยสายตาตะลึงลาน หวงว่านจึงเข้าใจว่าไป๋หยุนเฟยแตกตื่นที่ได้ยินว่ามีผู้ฝึกปรือิญญาถึงสองคนอยู่ที่นี่ มันยิ้มเบิกบานก่อนจะหัวเราะ “สินค้าที่ข้าขนส่งมาครั้งนี้ล้ำค่าอย่างยิ่ง ดังนั้นข้าจึงต้องมาดูแลด้วยตนเอง ขณะเดียวกันครั้งนี้ข้าผ่อนคลายที่สุดเท่าที่เคยทำงานมา ยังประหลาดใจอยู่ว่าไฉนผู้ฝึกปรือิญญาทั้งสองจึงรับปากร่วมทางกับพ่อค้าเล็กๆเช่นข้า แต่หากไม่มีพวกเขาข้าจะไม่ยอมเสี่ยงขนส่งสินค้าครั้งนี้แน่! หวังว่าจะไม่มีโจรใดอาจหาญเข้ามาเสี่ยงโชค การยั่วโทสะของผู้ฝึกปรือิญญาก็เหมือนลูกแกะเดินมาให้เชือดถึงที่!”
ไป๋หยุนเฟยเบือนหน้าด้วยรอยยิ้มแ่จาง มันไม่คิดจะแสดงตัวพร้อมกับบอกว่าตนก็เป็ผู้ฝึกปรือิญญาเช่นกัน หากเป็ไปได้มันคิดจะเล่นเป็คนธรรมดาอีกระยะ เพื่อมันจะมี่เวลาอันผ่อนคลายได้
“เถ้าแก่หวง ข้าเดินหลงทางอยู่ในป่ามาหลายวันโดยไม่ได้พัก จึงเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้างจึงคิดจะขอตัวไปพักผ่อน ไม่ทราบ... ไม่ทราบว่าจะให้ข้าพักที่ใด” ไป๋หยุนเฟยแทะน่องไก่จนหมด ก่อนจะปฏิเสธจอกสุราที่ยื่นให้แทนน้ำดื่มอย่างสุภาพ จากนั้นจึงเอ่ยปากกับหวงว่าน
“โอ เื่นี้ไม่มีปัญหา!” หวงว่านมองซ้ายมองขวาราวกับเกรงจะเผลอปลุกผู้ฝึกปรือิญญาโดยไม่ตั้งใจ ก่อนจะกล่าวเสียงค่อย “เทียนิ! ออกมานี่!”
“ทราบแล้ว ทราบแล้ว ข้ามาแล้ว ข้ามาแล้ว” น้ำเสียงเยาว์วัยดังมาจากกระโจมด้านข้างพร้อมกับกรรมกรอายุราวสิบห้าสิบหกรีบวิ่งออกมา เสื้อผ้าของมันดูก็รู้ว่าไม่ใช่ของตนเพราะหลวมกว้างกว่าตัวมัน เด็กหนุ่มวิ่งมาพร้อมแขนเสื้อที่ยาวเลยฝ่ามือจนถึงเบื้องหน้าหวงว่านด้วยรอยยิ้ม “ท่านลุงหวง ข้าปูที่นอนในกระโจมทุกหลังให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า ขอบคุณที่ตั้งใจทำงาน แต่ข้าเคยบอกแล้วว่าไม่ต้องกระตือรือร้นปานนี้ ดูแล้วแทบจะเหมือนกับว่าเ้ามีชีวิตอยู่เพื่องานเช่นนี้” หวงว่านหัวเราะ ขณะที่คนซึ่งอยู่ด้านข้างเริ่มสัพยอกเทียนิ บางคนถึงกับขยี้ศีรษะเทียนิที่อวดโอ่ความขยันของตน
ไป๋หยุนเฟยมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาตื่นตะลึง มัน... มันถึงกับเป็ผู้ฝึกปรือิญญา! กระนั้นพลังการฝึกปรือมันยังด้อยกว่าไป๋หยุนเฟย ทั้งยังไม่รู้จักซุกซ่อนพลังของตน แม้ว่าจะไม่ตั้งใจปลดปล่อยออกมาแต่พลังิญญาที่รั่วไหลออกมานั้นยังไม่พอจะทำให้คนธรรมดารู้สึกตัว แต่กับผู้ฝึกปรือิญญาเช่นไป๋หยุนเฟย นี่มองออกได้ชัดเจนยิ่ง
น่าประหลาด หวงว่าน‘เทิดทูน’ผู้ฝึกปรือิญญา แต่กลับปฏิบัติต่อเด็กหนุ่มผู้นี้อย่างคนทั่วไป คาดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะแสร้งทำตัวเป็คนธรรมดาต่อหน้าทุกคน
“นี่คือน้องไป๋หยุนเฟย มันจะเดินทางไปกับพวกเรา พามันไปพักผ่อนที่กระโจมเถอะ” หวงว่านเอ่ยปากขึ้นก่อนจะหันไปกล่าวกับไป๋หยุนเฟย “เสี่ยวไป๋ นี่คือเทียนิ คืนนี้เ้านอนกระโจมเดียวกับมันเถอะ”
“อา ตกลง ถ้าเช่นนั้นต้องขอบคุณน้องเทียนิยอมลำบากเพื่อข้าแล้ว” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้า
“เื่เล็กน้อยเท่านั้น พี่ไป๋โปรดตามข้ามา กระโจมพวกเราอยู่ทางด้านขวา” เทียนิยิ้มพลางโบกมือ หลังจากฉุดดึงไป๋หยุนเฟยออกไป พวกมันก็เดินไปยังกระโจมที่อยู่มุมค่ายพัก
หลังจากเข้ามาในกระโจม เทียนิก็เริ่มปัดกวาดเศษหญ้าเพื่อปูเสื่อเป็ที่นอนสำหรับสองคน จากนั้นนำหมอนสองใบออกจากย่ามสะพายหลัง มันวางหมอนลงพลางพยักหน้าด้วยความพอใจ จากนั้นจึงหันกลับมาหาไป๋หยุนเฟย
“พี่ไป๋ ขอแนะนำตัวอย่างเป็ทางการ! ข้านามว่า เย่เทียนิ เย่ที่หมายถึงใบไม้ และเทียนิที่หมายถึงรุ่งอรุณ! ยินดีที่ได้รู้จักพี่ไป๋หยุนเฟย!”
สายตาที่บริสุทธิ์จริงใจของเย่เทียนิแทบทำให้ไป๋หยุนเฟยหัวเราะลั่น เห็นอยู่ชัดๆว่าเด็กน้อยไร้เล่ห์เหลี่ยมผู้นี้อ่อนต่อโลกนัก แต่ก็เพราะความใสซื่อเช่นนี้เองที่ทำให้ไป๋หยุนเฟยรู้สึกสนิทสนมยิ่งขึ้น
“ข้านามว่า ไป๋หยุนเฟย ไป๋ที่หมายถึงสีขาว และหยุนเฟยที่หมายถึงเมฆที่ลอยล่อง ยินดีที่ได้รู้จัก เทียนิ”
“พี่ไป๋จะเดินทางไปที่ใด?” เทียนิเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใคร่รู้ ขณะนั่งลงบนเสื่อรอคำตอบจากอีกฝ่าย
“ข้าจะไปที่มณฑลผิงชวน แล้วเ้าล่ะ”
“ข้าหรือ? ฮ่า ฮ่า ข้าออกมาเที่ยวเล่นข้างนอกสักพัก ยามนี้เตรียมจะกลับบ้านแล้ว หลังจากไปถึงเมืองกู่ยี่ ก็จะตรงกลับบ้านในเมืองเกายี่ทันที” เทียนิยิ้มเบิกบานราวกับสนุกสนานต่อการ‘เที่ยวชม’สถานที่ต่างๆยิ่ง ดวงตาของมันเป็ประกาย “ในเมื่อพวกเราต้องไปทางเดียวกัน จากนี้ไปพวกเราก็เดินทางร่วมกันน่าจะดีกว่า! พี่ไป๋ท่านคิดว่าอย่างไร?”
“เอ่อ...” ไป๋หยุนเฟยไป๋หยุนเฟยงงงันวูบ ก่อนจะตาเป็ประกายพลางยิ้มแย้ม “ฟังดูไม่เลว ข้าตามหาคนช่วยนำทางมาตลอด จริงสิ เ้าก็เพิ่งร่วมทางกับขบวนสินค้านี้เช่นกันหรือ? ด้วยฐานะผู้ฝึกปรือิญญาของเ้า นับว่าน่าสนใจจริงๆที่เห็นเ้าสนุกสนานกับงานต่ำต้อยเ่าั้...”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ข้าสนุกสนานเพราะไม่เคยทำงานเช่นนี้ที่บ้านมาก่อน อีกอย่างผู้ฝึกปรือิญญาก็เป็คน ข้าไม่เคยคิดว่าเป็ผู้ฝึกปรือิญญาแล้วจะสูงส่งกว่าคนอื่น...” เทียนิสั่นศีรษะด้วยรอยยิ้มขัดเขิน แต่ชั่วอึดใจหลังจากกล่าวจบ ดวงตามันก็เบิกกว้างด้วยความแตกตื่นต่อสิ่งที่ไป๋หยุนเฟยเพิ่งกล่าวออกมา
“ท่าน... ท่านทราบว่าข้าเป็ผู้ฝึกปรือิญญา?”
……
