ฟู่ถิงเย่รีบรุดมาในตอนกลางดึก พร้อมกันนั้นก็ยังลากตัวหลูเจิ้งชิงมาด้วย
หลูเจิ้งชิงนึกว่าจะต้องมาช่วยคลี่คลายความกังวลให้แม่ทัพฟู่เสียอีก ที่ไหนได้ คราวนี้มีคนป่วยจริง
แถมยังป่วยหนักเสียด้วย
“เดิมทีในร่างกายก็มีความเย็นสะสมอยู่แล้ว ตอนนี้ได้รับลมเย็นจากภายนอก ไปกระตุ้นความเย็นเดิมจนอาการกำเริบ นางถึงได้มีอาการรุนแรงเช่นนี้”
หลังจากที่หลูเจิ้งชิงตรวจชีพจรและวินิจฉัยแล้ว ก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง กล่าวว่า “แม้จะหายป่วยแล้ว ก็ต้องดูแลร่างกายให้ดี อย่าให้โดนความเย็นอีก ไม่อย่างนั้นโรคนี้จะรักษายาก เกรงว่าทุกครั้งที่เข้าสู่่ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวอาจจะป่วยหนักอีก”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่เคร่งเครียด เขาพยักหน้ารับเบาๆ
หลูเจิ้งชิงเขียนเทียบยาหลี่ชง [1] ใส่หมาหวง [2] แล้วจึงให้ฮวนเอ๋อร์ไปต้มยา พร้อมกำชับว่า่สองสามวันนี้ให้ดื่มเช้าเย็นเวลาละหนึ่งชาม
เมื่อยาต้มหนึ่งชามเสร็จแล้ว คนในห้องก็ช่วยกันประคองหวาชิงเสวี่ยมาป้อนและกรอกยา กว่าจะทำให้นางดื่มลงไปได้ก็ทุลักทุเล
แต่ไข้ของนางก็ยังสูงอยู่
ฟู่ถิงเย่ร้อนใจ เดินวนไปวนมาอยู่ในห้องอย่างร้อนรน จะนั่งจะยืนก็ไม่ติดที่
เมื่อเทียบกับวิธีลดไข้ของแพทย์แผนโบราณ วิธีลดไข้ทางกายภาพเห็นผลเร็วกว่า หลูเจิ้งชิงจึงกล่าวว่า “ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวางไว้ที่หน้าผาก ข้อมือ และน่องแต่ละข้าง ส่วนบริเวณอื่นก็ห่มผ้าไว้ พอผ้าที่วางไว้เริ่มอุ่น ให้เปลี่ยนใหม่ทันที”
ฟู่ถิงเย่จึงสั่งให้ฮวนเอ๋อร์ไปทำตามทันที
หลูเจิ้งชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอีกว่า “หากไข้ยังไม่ลด การแช่น้ำอุ่นก็ช่วยบรรเทาอาการไข้ได้”
เขาจ่ายยาและสอนวิธีลดไข้ให้ ทำทุกอย่างที่หมอพึงทำได้ ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวของหวาชิงเสวี่ยแล้ว
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องกังวล แม่นางหวาจะต้องไม่เป็อะไร” เขาไม่สามารถอธิบายให้ฟู่ถิงเย่เข้าใจได้ว่า แม้ลมหนาวจะสามารถทำอันตรายถึงตาย แต่ก็ยังแยกแยะอาการได้อยู่ หากหวาชิงเสวี่ยมีไข้สูงไม่ลดเพราะไข้หวัดที่เกิดจากไวรัส และไม่มีตัวยาต้านไวรัส นั่นถึงจะเป็เื่ที่อันตรายถึงชีวิตจริงๆ
หลังจากหลูเจิ้งชิงออกไป ฟู่ถิงเย่ก็ยังไม่ได้ไปไหน
ข้างเตียงมีอ่างน้ำเย็นวางอยู่ใบหนึ่ง ตามที่หลูเจิ้งชิงบอกไว้ ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นวางไว้ที่หน้าผาก ข้อมือ และน่องแต่ละข้าง จากนั้นคอยเปลี่ยนเรื่อยๆ
หลังจากที่วุ่นวายเช่นนี้ไปจนถึง่ครึ่งคืนหลัง อุณหภูมิในร่างกายของหวาชิงเสวี่ยก็ลดลงบ้างแล้ว
ทุกคนจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หากอุณหภูมิลดลงได้ เดี๋ยวคนก็จะฟื้นขึ้นมา
ฟู่ถิงเย่เฝ้าอยู่ข้างเตียงของหวาชิงเสวี่ยตลอดทั้งคืน โดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน ระหว่างนั้น เขาก็ส่งคนไปสืบถามเื่ที่หวาชิงเสวี่ยเข้าวังในวันนี้จนได้ข้อมูลทั้งหมดจากปากของขันทีในวัง
เขานึกถึงความยากลำบากที่หวาชิงเสวี่ยเคยได้รับตอนอยู่ในเมืองเหรินชิว รวมถึงความทุกข์ทรมานที่นางได้รับตอนเข้าวัง หลูเจิ้งชิงบอกว่านางอาจจะมีอาการของโรคหลงเหลืออยู่ ซึ่งจะกำเริบทุกครั้งใน่ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ฟู่ถิงเย่รู้สึกเ็ปในใจ แต่ในขณะเดียวกัน...ก็รู้สึกโกรธนางด้วย
เ้าโง่หรืออย่างไร? มารดาของเขาทำกับเ้าเช่นนี้ เ้าไม่โกรธเคืองหรือ? ยังจะไปช่วยเขาอีก?
ฟู่ถิงเย่ลอบถอนหายใจเงียบๆ
ได้รับความอยุติธรรมในวังก็ไม่รู้จักร้องทุกข์กล่าวโทษ บางครั้งนางก็ไร้เดียงสาเสียจนเขาปวดใจ
...
ยามเช้าตรู่ ท้องฟ้าเริ่มมีแสงส่องลงมา
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดอุณหภูมิที่ลดลงไปของหวาชิงเสวี่ยจึงสูงขึ้นมาอีก ครั้งนี้หน้าผากร้อนจัด ทั่วใบหน้าแดงก่ำ
ฟู่ถิงเย่จึงรีบสั่งให้คนไปต้มยาใหม่ เขาครุ่นคิดอยู่สักพักก็สั่งว่า “เตรียมอ่างอาบน้ำ กับน้ำอุ่นไว้”
การแช่น้ำอุ่นช่วยลดอุณหภูมิได้ แต่หวาชิงเสวี่ยมีไข้ขึ้นสูงจนอยู่ในอาการสติเลือนราง คงไม่สามารถนั่งแช่ในอ่างคนเดียวได้
ฟู่ถิงเย่จึงไล่คนออกไป แล้วลงมือถอดเสื้อผ้าให้หวาชิงเสวี่ยด้วยตนเอง...
ในขณะที่ลงไปแช่ในน้ำ ดูเหมือนนางจะรู้สึกถึงสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม หวาชิงเสวี่ยจึงลืมตาขึ้นมาในสภาพกึ่งตื่น เห็นเพียงแผงอกกว้างและแขนที่แข็งแกร่งกำยำของฟู่ถิงเย่
นางอ่อนแรง พิงซบอยู่บนตัวเขา รู้สึกว่าแข็งกระด้าง ไม่สบายเหมือนอยู่บนเตียง
ส่วนสาเหตุที่คนทั้งสองไม่มีใครสวมเสื้อผ้า ดูเหมือนสติสัมปชัญญะของนางในตอนนี้ จะไม่เพียงพอที่จะคิดถึงเื่นี้
“ข้าไม่อยากอาบ...น้ำ...กับท่าน...” นางพึมพำเสียงแ่ แล้วก็ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง
...
หลังจากแช่น้ำแล้ว อุณหภูมิในร่างของหวาชิงเสวี่ยก็ลดลงเล็กน้อย
ฟู่ถิงเย่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งๆ ชุดใหม่ให้นาง แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นมาวางไว้บนหน้าผากต่อ อาการจึงค่อยๆ ดีขึ้น
กระทั่งท้องฟ้าสว่างเต็มที่แล้ว หลูเจิ้งชิงก็มาตรวจอาการอีกครั้ง และบอกว่าไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงแล้ว เพียงแต่ยังต้องกินยาต่อเนื่อง
ฟู่ถิงเย่เป็พวกหวงคนของตน ครั้งนี้ต้องกล้ำกลืนความขมขื่นเอาไว้ จึงทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างเขากับไทเฮาขึ้นแล้ว
แต่จะเอาคืนอย่างไรยังเป็ปัญหาอยู่ เพราะไทเฮาเป็เพียงสตรีนางหนึ่ง และฟู่ถิงเย่ก็ไม่เคยลดตัวลงไปจัดการกับสตรี
องครักษ์ที่ติดตามอยู่ข้างกายแม่ทัพ ได้ฟังก็เข้าใจในทันทีโดยไม่ต้องรอให้เอ่ยปาก จึงชี้แจงว่า “ไทเฮามีหลานชายที่รักมากอยู่คนหนึ่ง นามว่าเจิ้งเซิงขอรับ”
ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้ว ถามว่า “รักมากแค่ไหน?”
“ตอนที่ไทเฮายังเป็ฮองเฮา ก่อนจะมีพระครรภ์ หลานชายผู้นี้เคยอาศัยอยู่ในวังด้วยตลอด...”
ฮ่องเต้พระองค์ก่อนไม่นิยมใกล้ชิดกับสตรี ไม่เพียงแต่ไม่ไปพัวพันกับเหล่านางสนมในวังหลัง แม้แต่ตำหนักของฮองเฮาก็ยังไปเยือนน้อยครั้ง และมีเพียงโอรสเพียงคนเดียวคือหลี่จิ่งหนาน สถานการณ์เช่นนี้ไม่ว่าอยู่ในยุคสมัยใด ก็คงจะถูกมองว่าไม่ปกติ แต่เมื่อได้รู้ว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนหมกมุ่นอยู่กับการบำเพ็ญเพียรและการทำนายชะตา ทุกอย่างก็พอเข้าใจได้แล้ว
เมื่อฮองเฮาไม่มีพระครรภ์เสียที ตระกูลเจิ้งจึงส่ง เจิ้งเซิง หลานชายที่มีอายุเพียงห้าขวบเข้าวังมาอยู่เป็เพื่อนฮองเฮา—นี่เป็วิธีที่ชาวบ้านมักจะใช้กัน หากอยากให้สะใภ้ตั้งครรภ์บุตรชายโดยเร็ว ก็ต้องให้ใกล้ชิดกับหลานชายในตระกูล บางคนถึงขนาดงมงายเชื่อว่า เอาผ้าอ้อมของเด็กผู้ชายมาหนุนไว้ใต้เตียงจะช่วยได้
เจิ้งเซิงอายุห้าขวบ หน้าตาน่าเอ็นดู ตัวเล็กแต่ฉลาดเฉลียว อยู่ในวัยกำลังน่ารัก จึงเป็ที่โปรดปรานของเจิ้งซูเหวินมาก
เจิ้งเซิงอาศัยอยู่ในวังนานถึงสามปี จนกระทั่งเจิ้งซูเหวินตั้งครรภ์จึงต้องออกไป ถึงกระนั้น เขาก็ยังถูกเจิ้งซูเหวินเชิญเข้ามาพักในวังบ่อยๆ จนกระทั่งอายุมากขึ้น เขาจึงไม่ค่อยได้เข้าวังบ่อยเหมือนแต่ก่อน
ความสัมพันธ์ของหลี่จิ่งหนานกับเจิ้งซูเหวิน ก็ยังไม่สนิทสนมเท่าหลานชายคนนี้เลย
ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถามว่า “ตอนนี้เขาทำอะไรอยู่?”
องครักษ์ตอบว่า “ไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง อาศัยที่มีป้าเป็ไทเฮา ทุกวันนี้จึงเอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ ส่วน่นี้เหมือนจะติดใจหญิงขับร้องบนเรือดอกไม้อยู่”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่แสดงออกถึงความรังเกียจ
อายุแค่สิบกว่าปีก็เริ่มเที่ยวสำมะเลเทเมา เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้เลวร้ายถึงรากเหง้า
“หาโอกาสจัดการเสีย” ฟู่ถิงเย่กล่าวอย่างเ็า
“ขอรับ”
...
คืนนั้น เจิ้งเซิงทะเลาะกับคนหนึ่งเพื่อแย่งชิงหญิงร้องรำ เขาถูกโยนลงไปในน้ำเย็นะเืในคืนฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศหนาวเหน็บ ทำให้หนาวเย็นไปถึงกระดูก
บ่าวรับใช้ในตระกูลเจิ้งรีบช่วยเหลือนายน้อยของตนขึ้นมาอย่างลุกลี้ลุกลน หลังจากเจิ้งเซิงกลับถึงจวนก็มีไข้สูงทันที และเป็ไข้หวัดอย่างรุนแรง
เื่นี้ยังไม่จบ ในการประชุมเช้าของวันรุ่งขึ้นก็มีคนทูลฟ้องว่าตระกูลเจิ้งอบรมสั่งสอนลูกหลานไม่ดี ปล่อยให้ลูกหลานในตระกูลเที่ยวสำมะเลเทเมาอย่างเปิดเผย และก่อเื่วุ่นวาย
ถึงจะไม่ใช่ข้อกล่าวหาร้ายแรงอะไร แต่ก็ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเจิ้งเซิงที่อายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปี ลูกหลานบ้านอื่นอายุเท่านี้ก็มีตำแหน่งติดตัวกันแล้ว แต่เจิ้งเซิงกลับเอาเวลาไปสำมะเลเทเมาอยู่บนเรือดอกไม้
หลังจากที่เจิ้งซูเหวินทราบเื่ก็โกรธเป็อย่างยิ่ง จึงรีบไปหาหลี่จิ่งหนาน
“นี่เป็ฝีมือของฟู่ถิงเย่! องครักษ์ของฟู่ถิงเย่นั่นแหละที่จับเซิงเอ๋อร์โยนลงจากเรือ! ซ้ำยังห้ามไม่ให้ใครเข้าไปช่วย เซิงเอ๋อร์ต้องแช่อยู่ในน้ำจนมือเท้าชาไปหมด กว่าจะถูกปล่อยให้ดึงขึ้นมา!”
หลี่จิ่งหนานฟังนางพูดจนจบแล้ว แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เพียงแค่ถามว่า “แล้วเสด็จแม่อยากให้เจิ้นทำอย่างไร?”
ก่อนที่เจิ้งซูเหวินจะทันได้เอ่ยอะไร หลี่จิ่งหนานก็กล่าวต่อว่า “เสด็จแม่พร่ำสอนเจิ้นเสมอว่าให้เก็บตัวรอเวลาเหมาะสม อดทนแบกรับความอับอาย แล้วเหตุใดวันนี้ถึงได้รีบร้อนมาหาเช่นนี้ ้าจะทำอะไรหรือ? พูดก็พูดเถอะ เสด็จแม่ช่างรู้ข่าวได้ว่องไวเสียจริง เจิ้นเพิ่งเสร็จกิจประชุมเช้า เสด็จแม่ก็ทรงทราบเื่ทุกอย่างแล้ว...”
เป็การตำหนิว่านางมีคนคอยสอดแนมข่าวสารในราชสำนัก
เจิ้งซูเหวินถึงกับพูดไม่ออก มองเขาอย่างตกตะลึง เหมือนกับไม่รู้จักโอรสคนนี้
หลี่จิ่งหนานเริ่มรู้สึกหงุดหงิด เขาจึงสุ่มเปิดฎีกาขึ้นมาฉบับหนึ่งแล้วกล่าวว่า “เสด็จแม่กลับไปพักผ่อนเถิด ลูกยังมีฎีกาอีกมากที่ต้องพิจารณา”
พูดจบ ก็หันไปดูฎีกาตรงหน้า และไม่มองเจิ้งซูเหวินอีกเลย
เขาดูไปสักพักก็เริ่มตั้งใจอ่านรายละเอียด พอรู้สึกตัวอีกที เจิ้งซูเหวินก็ไม่อยู่แล้ว
คงจะรู้สึกเบื่อหน่าย จึงกลับไปเอง
“ไทเฮากลับไปแล้วหรือ?” หลี่จิ่งหนานมองไปยังทิศทางประตู แล้วพึมพำถามออกมา
“พ่ะย่ะค่ะ กราบทูลฝ่าา ไทเฮาเสด็จกลับไปได้สักครึ่งเค่อแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวโต้วจื่อกล่าว
หลี่จิ่งหนานนิ่งเงียบ เมื่อมองฎีกาอีกครั้ง ก็เริ่มอ่านต่อไม่ไหวแล้ว
เขาเองก็ไม่อยากให้ความสัมพันธ์กับมารดาแท้ๆ ย่ำแย่เช่นนี้
เขาอยากจะเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ที่ได้เล่นอยู่รอบข้างมารดาของตน ได้ออดอ้อน หรือแม้กระทั่งร้องไห้งอแง แต่ทุกครั้งที่เขาได้เจอกับมารดา กลับมีแต่ความไม่พอใจและคำถามเพื่อตำหนิ
ต่อมาภายหลังก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ถึงกลายเป็เช่นนี้ไปได้...
“ฝ่าาเหนื่อยแล้วใช่หรือไม่? เช่นนั้นลองพักผ่อนสักหน่อยสิพ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวโต้วจื่อพูดขึ้นมาตามเวลาที่เหมาะสม
หลี่จิ่งหนานวางฎีกาลง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี
เขาเห็นกล้องสลับลายอยู่บนโต๊ะ จึงหยิบขึ้นมาเล่น ลวดลายและสีสันภายในเปลี่ยนไปไม่หยุด ถึงแม้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะอธิบายหลักการให้ฟังไปแล้ว เขาก็ยังรู้สึกว่าน่าอัศจรรย์ใจ
“เสี่ยวโต้วจื่อ รู้หรือไม่ว่าทำไมเจิ้นถึงเลือกเ้ามาเป็ขันทีข้างกาย?” หลี่จิ่งหนานถามขณะมองกล้องสลับลาย
เสี่ยวโต้วจื่อตอบว่า “บ่าวโง่เขลา ไม่ทราบว่าเหตุใดฝ่าาถึงเลือกบ่าวพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่จิ่งหนานดูไปหัวเราะไป “เ้าตอบถูกแล้ว เพราะว่าเ้าโง่เขลาอย่างไรเล่า”
เสี่ยวโต้วจื่อ: “...”
หลี่จิ่งหนานกล่าวว่า “ตอนที่เจิ้นขึ้นครองราชย์ กลุ่มของพวกเ้าที่ถูกเลือกเข้ามาปรนนิบัติรับใช้ ความจริงแล้ว...เก้าในสิบคนล้วนเป็สายลับ”
เสี่ยวโต้วจื่อใจนเข่าสั่น เขารีบคุกเข่าลงกับพื้น “บ่าวไม่กล้า!”
“เ้าจะรีบร้อนไปไย? เจิ้นยังไม่ได้พูดถึงเ้าเลย” หลี่จิ่งหนานยิ้มแล้วพูดเย้ยหยัน “เจิ้นรู้ว่าในที่แห่งนี้มีสายลับของหนิงอ๋อง ของไทเฮา แล้วก็ยังมีสายลับจากคนที่เจิ้นคาดไม่ถึงแฝงตัวอยู่ด้วย เจิ้นอยากจะใช้คน แต่ก็ไม่รู้ว่าควรใช้ใคร จะทำอย่างไรดี?”
หลี่จิ่งหนานพูดไป น้ำเสียงก็ค่อยๆ เ็า “ในกลุ่มคนมากมาย ต้องมีคนมือสะอาดสักคนแน่ เจิ้นเห็นพวกนั้นรังแกเ้า ตั้งใจให้เ้าไปทำแต่งานที่ลำบากและสกปรก เ้าก็โง่ ยอมทำตามแต่โดยดี หากเ้าเป็คนมีนายจริงๆ พวกนั้นก็คงจะถูกเ้าทำให้โมโหจนตายทั้งเป็ไปแล้ว ทุกวันมีแต่ทำความสะอาดและยกน้ำ จะไปสืบข่าวที่เป็ประโยชน์อะไรได้?”
เสี่ยวโต้วจื่อถึงกับเข้าใจกระจ่าง เขาไม่รู้เลยว่าประวัติของตนใน่นั้นยังมีเบื้องลึกเื้ัเช่นนี้ด้วย?
หลี่จิ่งหนานเห็นเสี่ยวโต้วจื่อทำหน้างง ก็หัวเราะเบาๆ ออกมา “แต่เพื่อความมั่นใจ เจิ้นก็ใช้วิธีการบางอย่าง บางครั้งก็ตั้งใจทุบตีและด่าทอเ้า วิธีนี้ไม่เลวเลย พวกนั้นรีบเอาใจเจิ้น จึงเริ่มรังแกเ้ามากขึ้น...คนที่รังแกเ้ามากที่สุด เจิ้นก็จะหาเื่ไล่ออกไป แล้วเ้า ก็จะถูกเลือกมาเป็ขันทีติดตามใกล้ชิดของเจิ้น”
เมื่อเขาพูดจบก็หันไปมองเสี่ยวโต้วจื่อด้วยความภาคภูมิใจ “เจิ้นฉลาดมากใช่หรือไม่?”
เสี่ยวโต้วจื่ออ้าปากค้าง มองไปที่หลี่จิ่งหนานด้วยความรู้สึกอันซับซ้อนแล้วตอบว่า “ฝ่าาทรงพระปรีชาสามารถ”
หลี่จิ่งหนานเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำนั้น และพูดด้วยความภูมิใจว่า “พวกขุนนางมักจะคิดว่าเจิ้นยังเด็ก หลอกง่าย เสด็จแม่ก็เช่นกัน แต่ที่จริงแล้วเจิ้นรู้ทุกอย่าง”
เสี่ยวโต้วจื่อยังลังเลเล็กน้อย คิดอยู่สักพักก็ถามออกไปว่า “แล้ว...ทำไมฝ่าา ตอนนี้ยัง...ยังต้องตี...ต้องด่าบ่าวด้วย...”
หลี่จิ่งหนานเตะเข้าไปที่ก้นของเขา! “บ่าวสุนัข! เจิ้นไปตีเ้าด่าเ้าั้แ่เมื่อไหร่?!”
“...” เสี่ยวโต้วจื่อแอบกุมก้นของตนเอาไว้อย่างเงียบเชียบ
——————————————————————
[1]เทียบยาหลี่ชง(理冲汤)เป็ยาที่ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ขับเืคั่ง ปรับสมดุลประจำเดือน
[2]หมาหวง(麻黄)สมุนไพรรสเผ็ดปนขมเล็กน้อย สรรพคุณ ช่วยขับเหงื่อ ขับความเย็น ช่วยสลายของเหลวที่ตกค้างในปอด แก้ไอ บรรเทาอาการหอบ
