บทที่ 107 ค่ายกลกระบี่แตก ตำหนักปรากฏ
เช้าวันรุ่งขึ้น จวนจะเที่ยงแล้ว ทุกคนเพิ่งจะมารวมตัวกัน
ชายชราแซ่จ้าวเริ่มเกริ่นพูดกับทุกคน “ใกล้เที่ยงแล้ว อีกเดียวข้าและอาจารย์ค่ายกลกระบี่ที่เหลือจะคำนวณตำแหน่ง ขอให้แต่ละตระกูลส่งตัวยอดฝีมือออกมาอย่างละคน เพื่อเข้าโจมตีไปยังที่เดียวในเวลาเดียวกัน!”
หากทั้งสามฝ่าย ส่งคนมาฝั่งละคน ก็ต้องมียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าสามคน ไม่ว่าจะเป็ตู้เสวียนเฉิง เมิ่งเสวียนโตวและเหวินจงหยวน!
เวลานี้ทั้งสามคนเตรียมตัวกันพร้อมแล้ว รอเพียงรู้ทิศทาง ก็จะรีบปล่อยพลังที่เตรียมไว้เข้าโจมตีทันที ดังนั้นเมื่อได้ยินเช่นนี้ ต่างก็เพียงพยักหน้ารับรู้แล้ว
ไม่นาน อาจารย์ค่ายกลกระบี่ทั้งสี่ก็มารวมตัวกัน พวกเขาคำนวณตำแหน่งออกมาอย่างชัดเจนในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ ทันทีที่ชายชราแซ่จ้าวหันหน้ากลับไปกวาดสายตามอง ก็มีแสงสีเขียวเล็กๆ พุ่งออกมาจากมือของเขา ในเวลาเดียวกันก็ะโด้วยเสียงอันดังว่า “ที่ตรงนี่แหละ!”
ทันทีที่เขาพูดจบ นักพรตขั้นเกิดเทพเ้าทั้งสามเหมือนจะเปิดการโจมตีในทันใด
ตู้เสวียนเฉิงเลือกใช้มือประทับเสวียนเทียนโดยตรง แต่คราวนี้มือประทับมือถูกบีบอัดไม่น้อย ทำให้พลังส่งไปได้ไม่มาก ตอนที่ถูกปล่อยออกมา มันมีขนาดเท่าฝ่ามือของผู้ใหญ่คนหนึ่ง อีกทั้งยังมีความเร็วมาก เพียงชั่วพริบตาที่ทุกคนเห็นเป็เพียงแสงสีขาวเท่านั้น แม้แต่ตู้เสวียนเฉิงปล่อยการโจมตีอะไรออกมานั้น พวกเขาก็ยังแทบจะมองตามไม่ทัน
เมิ่งเสวียนโตวคือสายฟ้าสีฟ้าหนึ่ง และนี่ก็คือ “สายฟ้าแท้ปราบมารชิงหยาง” ใน บันทึกสมบัติชิงหยาง ของตระกูลเมิ่งที่ทรงพลังนัก สามารถฝึกฝนได้ก็ต่อเมื่อมีพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้าแล้วเท่านั้น เมิ่งเสวียนโตวเองก็เพิ่งเริ่มฝึกฝนหลังจากกลับมาที่ตระกูลเมิ่งเมื่อหนึ่งปีก่อน แต่เขาเชี่ยวชาญวิชาสายฟ้าแท้แต่เดิมอยู่แล้ว สายฟ้าแท้ปราบมารชิงหยางนี้เขาก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งปีก็สามารถฝึกฝนจนถึงระดับที่สูงสุด หากไม่ใช่เพราะว่าเขาบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นมาขั้นเกิดเทพเ้า ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่มีทางได้เรียนรู้สายฟ้าแท้ปราบมารชิงหยางที่สืบทอดต่อโดยตรงจากสายเืตรงของตระกูลเมิ่งแน่นอน
เหวินจงหยวนกลับไม่มีพลังเวทมนตร์ที่จะใช้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงใช้อาวุธวิเศษกระสวยที่ทรงพลังชิ้นหนึ่งเพื่อต่อสู้เท่านั้น ตอนที่ปล่อยออกไปก็เห็นถึงความแตกต่างระหว่างนักพรตสันโดษ และผู้ที่ได้รับการสืบทอดต่อวิชา
การโจมตีของยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้า ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีพลังนัก แต่นั่นเป็เพียงการมองเห็นเท่านั้น แท้จริงแล้ว ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าทั้งสามต่างพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรวมการโจมตี ดังนั้นแม้แต่แสงที่ควรส่องสว่างก็เหือดหายไป
แต่ในทันใดนั้น ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนที่จดจ่ออยู่ที่นี่ต่างก็รู้สึกว่าร่างกายสั่นไหว และรู้สึกเหมือนกับพื้นสั่นะเือยู่ใต้ฝ่าเท้า ในเวลาเดียวกัน แสงสีขาวก็สว่างขึ้นกระทบกับดวงตาของทุกคน ขณะเดียวกันนั้นก็มีเสียงที่ดังกึกก้องขึ้น ไม่รู้ว่าการทำลายค่ายกลกระบี่มีอะไรมาขัดขวางไว้หรือไม่อย่างไร
เดิมทีทุกคนคิดว่าเช่นนี้จะจัดการเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากก็พร้อมจะพุ่งเข้าไปข้างในกันนั้น ก็มีเสียงดังกึกก้องที่สะท้อนตามมา เสียงนั้นกลับดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเสียงม้านับพันควบมา บ้างก็ราวกับเหมือนฟ้าร้องกึกก้องกังวาน เหมือนท้องฟ้าและแผ่นดินจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ เมื่อผู้ที่ที่ขวัญอ่อนได้ยินเสียงนี้ต่างก็แสดงสีหน้าหวาดกลัว ใบหน้าถอดสี ริมฝีปากซีดขาว ตัวซีดไปตามๆ กัน
รอจนกระทั่งแสงสีขาวนั้นสลายหายไปจนหมดสิ้น ทุกคนก็เริ่มปรับตัวเข้ากับแสงได้อีกครั้ง มองเห็นสถานการณ์ตรงหน้าได้ชัดเจน ทันใดผู้คนต่างก็กรีดร้องด้วยความกลัว ถึงกับต้องหันหลังกลับวิ่งหนีไปโดยไม่แม้แต่จะทักทายคนรอบข้างเลย
แม้แต่ลู่อวี่และคนอื่นๆ ก็ถูกตู้เสวียนเฉิงที่เป็คนแรกที่รู้ตัวตอบโต้กลับห่อหุ้มตัวไว้ เขาบินถอยกลับไป ทันทีที่ถอยกลับก็ห่างออกไปเป็ระยะทางหลายสิบลี้
ในขณะที่บินหนีอยู่นั้น ลู่อวี่ก็ได้หันกลับไปมอง ูเาที่ปกคลุมด้วยหิมะที่ไม่รู้ความสูงนั้นดูราวกับจะพังทลายลง ไม่นานน้ำแข็งและหิมะสุดลูกหูลูกตานั้นก็ถล่มลงมา อย่าว่าแต่เขาที่มีพลังยุทธ์ขั้นฟันฝ่าผู้หนึ่งเลย แม้กระทั่งยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้า ก็มีความเป็ไปได้ที่จะได้รับาเ็สาหัสเมื่อเผชิญกับพลังอันทรงพลังแห่ง์และโลกนี้
นักพรตสันโดษเ่าั้ได้แต่โกรธแค้นบิดามารดาที่ทำให้เขาเกิดเขามาให้มีขาสองข้างนี้ ที่ต้องวิ่งหนีหน้าตื่น ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากบินขึ้นไปบนอากาศ แต่เพราะบนท้องฟ้าเต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะที่ร่วงตกลงมาอย่างไร้ขอบเขต ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากบินทะยานขึ้นไป ในเวลานี้ไม่มีใครช่วยเหลือใครกันแล้ว พี่น้องเพื่อนฝูงที่ดี หรือผู้หญิงอะไรทั้งหมดมันก็เพียงภาพลวงตา ตัวเองยังมีชื่ออยู่ต่างหากถึงจะเป็สิ่งที่สำคัญที่สุด
แสงหลบหนีของตู้เสวียนเฉิงนั้นเร็วมากจนหาที่เปรียบไม่ได้ อีกทั้งยังมีระดับพลังยุทธ์ที่สูงที่สุดด้วย ดังนั้นจึงเป็คนแรกที่ออกมาก่อน ทันทีที่พวกเขาบินลงมา ไฟหลบหนีหลายดวงก็บินลงมาข้างๆ เมื่อมองดูก็พบว่าเป็เมิ่งเสวียนโตวและนักพรตสันโดษเหวินจงหยวนนั้นเอง ทั้งสองฝ่ายต่างก็พาลูกศิษย์ในสำนักและตระกูลตัวเองมาด้วย ใบหน้าของพวกเขาดูแย่ไม่น้อยเลย
ชายชราแซ่จ้าวหน้าซีดเซียว เขาะโสาปแช่งเสียงดัง “นักพรตโบราณผู้นี้จิตใจชั่วร้ายนัก ถึงได้มาสร้างถ้ำของเขาในสถานที่เช่นนี้ มีค่ายกลกระบี่ป้องกันขนาดใหญ่ไม่พอ ยังสะสมน้ำแข็งและหิมะสุดลูกหูลูกตาไว้บนเขาด้วย เมื่อใดที่มีคนฝืนเข้าไปทำลายค่ายกลกระบี่ น้ำแข็งและหิมะพวกนี้ก็สามารถปิดกั้นคนที่เข้ามา ไม่แม้แต่จะให้โอกาสเขาได้หลบหนี สำหรับคนที่มีระดับพลังยุทธ์ต่ำเช่นเรา หากตอบตอบสนองไม่เร็วพอ คงได้ตายโดยไม่มีสถานที่ฝังศพ!”
หัวใจของลู่อวี่เมื่อครู่นี้ก็เต้นเร็ว แต่ตอนนี้สงบลงแล้ว เมื่อมองไปที่กลุ่มนักพรตที่หลบหนีมาก็พูดว่า “ข้าคิดว่านักพรตสันโดษผู้นั้นคงไม่ได้มีเจตนาชั่วร้าย แต่ให้เขาจะวางแผนเช่นนี้ อย่างมากสุดก็คงทำขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งศัตรูเท่านั้น แต่ไม่มีใครมาเปิดถ้ำนี้มาเป็เวลานับหมื่นปีแล้ว ทำให้น้ำแข็งและหิมะที่กองสะสมอยู่มีจำนวนมากและหนาเกินไป เหตุเพราะนักพรตขั้นเกิดเทพเ้าทั้งสามลงมือโจมตีรุนแรงไม่น้อย ก็เลยทำให้ตกอยู่ในสภาพอย่างในตอนนี้!”
คนอื่นๆ อีกหลายคนก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยเมื่อได้ยินเช่นนี้ ซึ่งถือว่าเห็นด้วยกับการคาดคะเนของลู่อวี่ สีหน้าจึงดีขึ้นมาบ้าง มิฉะนั้น หากเพราะการหลบหนีที่ไม่ทันระวังของตัวเองทำให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าอับอายเช่นนี้ขึ้น พูดออกไปคงอับอายขายขี้หน้าไม่น้อย แม้ค่ายกลกระบี่ยังพังทลายลงแล้ว แต่เกือบถูกกองหิมะทับจนตาย เป็ใครก็คงหัวเราะเยาะแน่
“นี่ พวกเ้าดูนั้นสิ เป็อย่างที่ว่ามาจริงๆ ถ้ำนี้ซ่อนตัวอยู่ในเมฆและมีหมอกตรงกลางูเามาตลอด ที่แท้เดิมทีมันไม่มีูเาหิมะ สาเหตุคงเพราะผ่านมานานมากถึงได้กลายเป็ูเาหิมะที่ไม่เห็นยอดลูกนี้!”
ทุกคนจ้องมองตามที่เหวินจงหยวน และเห็นว่าระหว่างที่ตั้งของูเาที่ปกคลุมด้วยหิมะเดิมนั้น เริ่มจากกลางเขาขึ้นไป หิมะบนูเาพวกนั้นหายไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือตำหนักหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงอยู่ท่ามกลางเมฆและหมอก แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มันก็น่าทึ่งไม่น้อยเมื่อได้พบเห็นจริงๆ
ทั่วทั้งตำหนักครอบคลุมพื้นที่บนยอดเขาทั้งหมด โดยมีรัศมีมากกว่าสิบไมล์ เมฆและหมอกที่โอบล้อมอยู่ด้านนอก ส่องแสงระยิบระยับพร้อมกับน้ำแข็งและหิมะที่ใสและเย็น เพิ่มให้บรรยากาศความงดงามให้แก่ที่พักอาศัยของผู้วิเศษยิ่งขึ้น
บรรดานักพรตสันโดษที่เพิ่งพากันหนีตายก็ค้นพบการมีอยู่ของตำหนักในเวลานี้เช่นกัน ต่างก็รู้สึกดีอกดีใจจนลืมเื่อันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น พวกเขาต่างทะยานไปที่ตำหนักอย่างบ้าคลั่ง
มีคนที่อยู่ใกล้มีความเร็วในการบินเร็วที่สุดบินมาถึงคนแรก เขาคิดที่จะบินตรงเข้าไปในตำหนักนั้น แต่พวกเขารู้ว่ามียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าหลายคนที่กำลังจับตามองดูอยู่ และหากไม่ได้รับผลประโยชน์ก่อนถึงเวลาคงได้ออกไปกันมือเปล่าแน่ เวลานี้ใครมาก่อนก็ได้ก่อน ใครมาหลังก็ได้หลัง ส่วนเื่ที่จะมีคนแย่งชิงไปหรือไม่นั้น นักพรตสันโดษแต่ละคนต่างก็มีประสบการณ์ในด้านนี้กันมากมาย ดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องเป็กังวลอะไรมากนัก
เพียงพวกเขาวาดฝันไว้อย่างสวยหรู ทว่าเื่ราวมันไม่ได้เป็ไปตามแบบที่พวกเขาคิด ทันทีที่คนทั้งเจ็ดแปดคนที่มาถึงก่อนกำลังจะเข้าใกล้ตำหนักนั้น ต่างก็รู้สึกว่าร่างกายนิ่งชะงัก ในทันใดนั้นก็มีคนจำนวนไม่น้อยถูกผลักจนกระเด็นออกมาด้วยความรวดเร็ว พวกเขาต่างกระอักเืออกมาจากปาก ในขณะที่อีกสองคนพยายามฝืนร่างกายให้มั่นคงและเคลื่อนตัวไปข้างหน้าราวกับเดินฝ่าสายลมไป เกือบจะใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแล้ว ถึงฝืนแรงเข้าไปในตำหนักนั้นได้
คนที่มาทีหลังล้วนแต่เป็คนฉลาดมีสายตาที่เฉียบแหลม เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ก็มีคนหยุดทันที มีบางคนที่เลือกที่จะฝ่าเข้าไปโดยไม่หยุดเลยก็มี ในขณะเดียวกันก็มีที่กระเด็นออกมา และมีที่เบียดตัวเข้าไปอย่างยากลำบากก็มี
เมื่อนักพรตหลายคนจากตระกูลเมิ่ง สังเกตเห็นนักพรตสันโดษกลุ่มนี้รีบพุ่งกันเข้าไปในตำหนัก ก็กังวลขึ้นมาทันที พวกเขาแทบทนรอไม่ไหวที่จะเข้าไป พลางะโพลางบินเข้าไปหา “ทุกท่านอย่าเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า รีบหยุดเดียวนี้ ตำหนักของนักพรตโบราณไม่ได้ธรรมดาขนาดนั้น!”
แต่คำพูดพวกนี้กลับไม่ได้ทำให้นักพรตสันโดษพวกนั้นหวาดกลัวเลย ในทางกลับกัน เมื่อนักพรตสันโดษพวกนั้นเห็น พวกเขารีบออกมาขวางไว้ ต่างก็ยิ่งเร่งรีบเข้าไปข้างในกันเร็วขึ้น ใครไม่รู้ว่าตระกูลเมิ่งบ้าอำนาจ หากเข้าไปช้า ใครจะรู้ว่าตระกูลเมิ่งอาจจะปิดถ้ำนี้ก็ได้?
นักพรตขั้นฟันฝ่าและขั้นตงซวนหลายคนจากตระกูลเมิ่ง เห็นท่าทีตอบสนองของนักพรตพวกนี้แล้ว ก็โมโหขึ้นมาทันที แต่ละคนถึงกับแสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยว ถ้ำนักพรตโบราณแห่งนี้เป็ทรัพย์สินของตระกูลเมิ่ง อย่างมากสุดก็เพียงแบ่งปันผลประโยชน์บางอย่างให้ตระกูลลู่และเหวินจงหยวนเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับถูกนักพรตสันโดษที่ต่ำต้อยและเหมือนมดเหล่านี้เข้ามาปล้นชิงเอาของไป มีอย่างที่ไหนกัน!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็ไม่จำเป็ต้องกลับไปขอคำแนะนำ คนทั้งเจ็ดแปดคนแบ่งตัวกันออกเป็สองกลุ่มทันที พวกเขาไปอยู่คนละฝั่ง เพื่อเฝ้าประตูถ้ำไว้ ในขณะเดียวกันก็หยิบเอาอาวุธวิเศษออกมาด้วย หากเห็น ใครก็ตามที่ห้ามปรามแล้วไม่ฟัง ก็เข้าโจมตีและฆ่าทิ้งเลย โดยปราศจากปรานี
“ทุกคน รีบเข้าไปกันเร็ว ตระกูลเมิ่งจะปิดประตูแล้ว ไม่งั้นพวกเราจะไม่ได้อะไรกันเลย!” มีคนในฝูงชนะโเสียงและส่งเสียงปลุกเร้า
แต่คิดไม่ถึงว่า เสียงยังไม่ทันดังขึ้น ก็มีวงล้อแห่งแสงหนึ่งลอยมาอยู่เหนือศีรษะ มันลอยต่ำลงและจู่ๆ เสียงนั้นก็หายไป เห็นได้ชัดว่าคนที่เพิ่งส่งเสียงพูดคนนั้นถูกฆ่าตายไปแล้ว เหล่านักพรตที่หยุดอยู่ในนั้นเมื่อสักครู่นี้ก็หวาดกลัวจนทยอยถอยออกไปไกลทันที เหลือเพียงกองเนื้อเปื้อนเื ที่หยดเต็มพื้น ร่างเ่าั้มีไอน้ำสีขาวเกาะอยู่ไม่น้อย สาเหตุเป็เพราะว่าอุณหภูมิที่ต่ำมาก
“ใครบุกรุกเข้ามาจะถูกฆ่าทิ้งอย่างโเี้ ส่วนใครที่คอยยุยงคนอื่นให้ทำเื่ไม่ดีจะถูกฆ่าอย่างไร้ปรานี!” นักพรตตระกูลเมิ่งที่เพิ่งลงมือมีสีหน้าที่เ็า เขากวาดตาดูกลุ่มนักพรตสันโดษที่จ้องมองอยู่ข้างนอกด้วยสายตาเหี้ยมโหด และกล่าวออกมาอย่างไม่เกรงใจ!
“ตระกูลเมิ่งของเ้าบ้าอำนาจกันเกินไปนัก พวกเ้าถือสิทธิ์อะไรไม่ปล่อยให้พวกเราเข้าไป!?” มีนักพรตสันโดษอยู่อย่างน้อยพันคน มันก็ต้องมีคนดื้อรั้นและไม่กลัวตายอยู่
นักพรตผู้นั้นของตระกูลเมิ่งหัวเราะเยาะ “พวกกลุ่มคนชั้นต่ำ เหตุใดต้องให้พวกเ้าเข้าไปกันด้วย? ตอนทำลายค่ายกลกระบี่พวกเ้าได้ออกแรงอะไรหรือ? คิดจะมาหาประโยชน์จากปลายจมูกตระกูลเมิ่ง และตระกูลลู่ พวกเ้าอยากตายหรืออย่างไร!”
เมื่อกลุ่มนักพรตถูกตวาดด่าก็ทั้งโกรธและไม่มีทางเลือก มันก็เป็จริงอย่างว่า ตอนที่ทำลายค่ายกลกระบี่พวกเขาไม่ได้ออกแรงอะไรกันจริง แต่มีตำหนักขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ และทำได้เพียงแต่มอง แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ มันน่าโมโหและเจ็บใจนัก
ในขณะที่สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม จู่ๆ ก็มีแสงสองดวงพุ่งพรวดออกมาจากฝูงชนด้วยความรวดเร็ว จนนักพรตตระกูลเมิ่งแปดคนนั้นที่เฝ้าประตูอยู่ก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ รอจนกระทั่งรู้ตัว แสงหลบหนีทั้งสองดวงนั้นได้ทะลุผ่านโล่ป้องกันที่มองไม่เห็นที่อยู่ด้านนอกตำหนักชั้นนั้นไปแล้ว หายวับไปทันที เหล่าผู้ที่มองทันต่างก็ยืนยันว่าสีของแสงหลบหนีทั้งสองนั้นเป็สีดำและสีเขียว
เห็นได้ชัดว่าสองคนนี้ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ผู้นักพรตสันโดษมาเป็เวลานานแล้ว หากตระกูลเมิ่งไม่ปิดกั้นประตูไว้ สองคนนี้คงจะปะปนกับนักพรตสันโดษและรีบเข้าไปในตำหนักของนักพรตโบราณแล้วอย่างแน่นอน แต่เมื่อเห็นว่าตระกูลเมิ่งปิดกั้นประตูไว้ และเพื่อสมบัติในตำหนัก ก็เลยไม่อยากยื้อเวลารอต่อไป จึงบุกเข้าไปเลย
เห็นได้ชัดว่าคนสองคนนี้มีพลังยุทธ์เพียงพอที่จะทำทุกอย่างที่อยากทำได้ แต่เื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้มันกะทันหันเกินไป จนทำให้นักพรตของตระกูลเมิ่งไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ดังนั้นก็เลยไม่สามารถบอกได้อยู่แล้วว่าสองคนที่บุกเข้าไปนั้นมีพลังยุทธ์ที่ขั้นอะไร
