วันต่อมา หลังจากให้คำปรึกษาคุณฮิอิรางิในที่ทำงานพิเศษ หลังเลิกเรียน ตอนจะกลับบ้านผมหยิบรองเท้าจากตู้เก็บรองเท้า เตรียมจะออกจากโรงเรียน ตอนนั้นเองผมก็เหลือบไปเห็นไซโตยืนอยู่ที่ปากทางเข้าออก สายตาผมสบเข้ากับดวงตาสองชั้นคู่นั้น ไม่สิ คงคิดไปเองว่าสบตากันมากกว่า
การที่ผมไปยุ่งเกี่ยวกับเธอก็จบแค่เื่เมื่อวานเท่านั้น เธอเองก็ไม่น่ามีธุระอะไรให้เข้ามาคุยกับผมอีก คงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนที่คืนของให้เมื่อวานเป็ผม เป็ไปไม่ได้หรอกว่าคนที่เธอรออยู่คือผม ผมมั่นใจดังนั้นจึงตั้งท่าจะเดินผ่านข้างตัวเธอไป ตอนนั้นเอง
“ขอเวลาหน่อยได้ไหมคะ”
เสียงกังวานดังเข้ามาในหูอย่างชัดเจน แม้วีธีการพูดไม่ได้นุ่มนวลอะไร แต่น้ำเสียงที่กระทบโสตประสาทนั้นก็ลดความเ็าลงจากเมื่อวานอยู่หลายส่วน ผมไม่คิดว่าจะถูกเรียก จึงเผลอส่งเสียงตลกๆ ออกมา
“เอ๊ะ ฉันเรอะ?”
มีธุระอะไรกันแน่ คงเกี่ยวกับเื่เมื่อวานนั่นแหละ แต่เดาไม่ออกเลย
...หรือว่า สมุดประจำตัวนักเรียนที่คิดว่าส่งคืนไปอย่างปลอดภัยแล้วจะฉีกขาดด้านใน เธอเลยมาเพื่อต่อว่าผมงั้นหรือ
“บอกไว้ก่อน ฉันไม่ได้ทำสมุดประจำตัวของเธอขาดเลย ถ้ามันเป็รอยก็คงเป็ตอนที่ตกนั่นแหละนะ ไม่ใช่เพราะฉันแน่นอน”
ผมรีบชิงพูดดักหน้าก่อนเพื่อไม่ให้ถูกต่อว่า แต่เหมือนผมจะเดาผิด ไซโตจึงทำตาโตและเอียงคออย่างมึนงง
“คะ? สมุดประจำตัวของฉันก็ยังสภาพดีอยู่นะคะ?”
“เอ๊ะ เหรอ? งั้นมีอะไรล่ะ”
ผมเข้าใจผิดงั้นหรือ คิดผิดไปเองแล้วโพล่งอะไรแปลกๆ ออกมาซะได้ น่าอายชะมัด ถ้าไม่ได้มาต่อว่าแล้วเธอมาคุยกับผมทำไมล่ะ
ผมยืนตัวแข็งทื่อด้วยความงุนงง แล้วไซโตที่ดูประหม่าอย่างบอกไม่ถูกก็นำถุงเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ข้างหลังออกมายื่นให้
“เอ่อ...อันนี้ ให้ค่ะ”
ขณะมองแขนของเธอที่สั่นเล็กน้อยแล้ว ผมก็เผลอรับถุงที่ยื่นมาโดยอัตโนมัติ รู้สึกได้ถึงน้ำหนักของถุงในมือพร้อมเสียงดังกรอบแกรบ มันไม่ได้หนักมาก ออกจะเบาเสียด้วยซ้ำ
“อะไรน่ะ”
“เมื่อวานขอบคุณนะคะที่เอาของที่ฉันทำตกมาคืนให้ นี่เป็ของแสดงความขอบคุณค่ะ”
อ้อ เื่นี้เอง พอรู้เหตุผลที่ไซโตอุตส่าห์มาคุยด้วยแล้วก็เข้าใจได้
มาขอบคุณอีกครั้งอย่างนี้ เป็คนดีผิดคาดเลยนะ การแสดงออกที่ไม่เป็มิตรก่อนหน้านี้คงเป็เพราะความหวาดระแวงนั่นเอง ผมเริ่มมองเธอเปลี่ยนไปจากตอนแรกที่ถูกปฏิบัติด้วยอย่างเ็า
“อย่างนี้เอง ขอบคุณนะ”
“...ไม่เป็ไรค่ะ”
ทั้งที่น่าจะหมดธุระแล้ว แต่เธอยังยืนประจันหน้ากับผมโดยไม่มีทีท่าจะจากไป ทั้งยังคงสีหน้าประหม่าขณะที่จ้องถุงในมือผมเขม็ง
“เปิดดูได้ไหม”
เธอติดใจสงสัยอะไรหรือเปล่านะ ผมนึกแปลกใจในการกระทำของเธอ ถึงอย่างนั้นก็รับของมาแล้ว จึงถามเธอว่าเปิดเลยได้ไหม
“เอ๊ะ? ค่ะ...”
ไม่รู้ทำไมเธอจึงเม้มปากแน่น ดูประหม่ายิ่งกว่าเดิม สีหน้าเธอราวกับคนกำลังเตรียมใจอะไรสักอย่าง
ผมชำเลืองมองท่าทีของเธอ ขณะเปิดค้นถุงดังกรอบแกรบ ข้างในถุงมีคุกกี้ เป็คุกกี้ที่มีเม็ดช็อกโกแลตชิป ดูน่าอร่อย ก็นะ มันดูน่าอร่อยมากจริงๆ ผมจึงหยิบมาลองกินชิ้นหนึ่ง
“อื้ม!?”
นึกว่าเป็แค่คุกกี้ช็อกโกแลตชิปธรรมดา แต่เหมือนจะไม่ใช่ ข้างในมีรสจางๆ ของซอสผลไม้จำพวกส้มสักอย่างสอดไส้อยู่ ให้ความรู้สึกสดชื่น เนื้อัักรอบนอกนุ่มในจนอยากกินอีกชิ้น ระดับความหวานก็พอดี ผมที่เป็ผู้ชายยังกินได้อย่างเอร็ดอร่อย มันอร่อยมากจนผมเผลอพูดความรู้สึกออกไป
“นี่มันอร่อยสุดๆ เลย”
“!? งะ งั้นเหรอคะ ถ้าถูกปากคุณก็ดีแล้วค่ะ”
ดูเหมือนเธอจะกังวลเื่การตอบสนองของผม พอชมว่าอร่อย เธอก็ดูคลายความประหม่าลง ริมฝีปากที่เคยเม้มก็เหยียดออกเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆ ของเธอที่ปกติมักจะแสดงสีหน้าไร้อารมณ์นั่นทำเอาผมเผลอจ้องเขม็ง
(หืม เธอทำหน้าแบบนี้ด้วยเหรอ)
ผมคิดว่าไซโตเป็สาวสวยก็จริง แต่ก็ไม่มีความรู้สึกอื่นๆ นอกจากนั้น ผมรู้ว่าเธอหน้าตาดีมาก พอมองตัวจริงที่มายืนอยู่ตรงหน้าผมก็คิดว่าเธอน่ารัก แต่นั่นไม่ใช่การมองเธอว่ามีเสน่ห์ในฐานะเพศตรงข้าม ถ้าจะให้อธิบาย มันใกล้เคียงกับการชื่นชมรูปสลักหรือภาพวาดในฐานะงานศิลปะมากกว่า
เธอที่ไม่เป็มิตร เ็า และปฏิบัติตัวไม่ค่อยดีกับคนแปลกหน้านั้น จนถึงเมื่อครู่นี้ผมก็ยังไม่เข้าใจความน่ารักของเธออย่างถ่องแท้ แต่เมื่อเห็นสีหน้ายินดีที่แฝงความเอียงอายนั้นแล้ว จะว่ายังไงดี เธอดูมีความเป็มนุษย์มากขึ้น จนผมเข้าใจเหตุผลที่ทุกคนบอกว่าเธอน่ารักขึ้นมาแล้ว
“มีอะไรคะ”
อาจเพราะเธอรู้สึกถึงสายตาของผม รอยยิ้มบางที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่จึงหายไปในพริบตา น้ำเสียงไร้อัธยาศัยที่แสดงความระแวดระวังกลับมาอีกครั้ง อุตส่าห์ได้เห็นสีหน้าที่ดูสมเป็มนุษย์ของเธอทั้งที เมื่อมันหายไปผมจึงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
“เปล่า ไม่มีอะไร ขอบคุณสำหรับขนมนี่นะ เดี๋ยวเอาไปกินต่อที่บ้าน ไปละ”
“อ๋อ ค่ะ ลาก่อน”
ผมรีบแยกจากเธอ ราวกับจะรีบกลบฝังความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในชั่วขณะนั้น
ยังไงก็เถอะ ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้คุยกับสาวสวยอันดับหนึ่งของโรงเรียนอีกครั้ง ถึงจะใกับกับเื่ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน แต่คราวนี้คงไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันอีกแล้วจริงๆ แค่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอก็เหมือนได้กำไรแล้ว ผมคิดดังนั้นขณะที่กลับบ้าน
ตามที่คาดไว้ ั้แ่ตอนนั้นผมกับไซโตก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันอีก
ยังไงเธอก็เป็คนที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับผมมาั้แ่แรกแล้ว การได้คุยกันถึงสองวันติดมากกว่าที่ใกล้เคียงกับปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์เช่นนั้นคงไม่ได้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ั้แ่นั้นมาเราจึงไม่ได้ข้องแวะกันอีก แค่คุยกันสองครั้งไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของเราเปลี่ยนไป และไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนด้วย สิ่งที่พอจะเปลี่ยนแปลงไปมีแค่เวลาเราเดินสวนกันที่ทางเดินในเวลาพักเที่ยง เธอจะค้อมศีรษะให้ผมเท่านั้น
สุดท้ายชีวิตประจำวันของผมที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ดำเนินต่อไป เมื่อเข้า่พักเที่ยง คาซุกิเรียกผม
“อ๊ะ มินาโตะ วันนี้ว่างอยู่นี่ ไปกินข้าวเที่ยงกัน”
“อือ ได้”
ผมหยิบกระเป๋าเงินออกจากเป้แล้วลุกจากที่นั่ง พอออกมาที่ทางเดิน คาซุกิก็หัวเราะหึๆ อย่างภาคภูมิใจแล้วเริ่มคุยกับผม
“รู้หรือยัง เหมือนวันนี้จะมีหนังสือใหม่เข้าหอสมุดนะ”
“โอ้ จริงเหรอ ถ้างั้นวันนี้ไปหอสมุดดีไหมนะ ถึงนายจะคอยบอกตลอดก็เถอะ แต่ไปรู้ข้อมูลมาจากไหนกัน”
“ก็นะ ทักษะจากการรู้จักคนเยอะไงล่ะ ถ้ามินาโตะอยากได้ข้อมูลหนังสือเข้าใหม่ในหอสมุดเร็วๆ ก็ลองหาเพื่อนให้มากขึ้นดูสิ?”
“ฉันไม่ต้องทำหรอก ก็มีคาซุกิเป็คนมาบอกอยู่แล้วนี่”
“ให้ตายสิ คิดมาั้แ่ตอนฝึกปลอมตัวแล้วนะ มินาโตะเนี่ยอัธยาศัยดีคุยกับคนอื่นได้ตามปกติ แต่ดันไม่ยอมคุยซะงั้น น่าเสียดายออก ยังไงซะเหตุผลที่ไม่คุยกับใครก็คงเพราะเวลาอ่านหนังสือจะลดลงสินะ ถ้างั้นก็ขอบคุณผมที่คอยบอกข่าวให้ทุกครั้งไว้ด้วยล่ะ”
แม้พวกเราจะมีความสัมพันธ์แบบที่มักพูดจิกกัดกันตลอด แต่เขาก็คอยช่วยเหลือผมหลายๆ อย่างแบบนี้ บางทีตอบแทนบุญคุณบ้างก็ไม่เลว เรากำลังจะไปกินข้าวเที่ยงกันพอดี เลี้ยงข้าวเขาหน่อยก็แล้วกัน
“อืม ช่วยได้มากจริงๆ เพื่อเป็การขอบคุณที่นายเอาข้อมูลมาบอก วันนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวเที่ยงแล้วกัน”
“จริงเหรอ เยี่ยมเลย!”
เราคุยกันพลางเดินไปโรงอาหาร ทันใดนั้นก็เห็นคนคนหนึ่งซึ่งเป็จุดศูนย์กลางของสายตาทุกคน นั่นใครกันนะ พอมองตามสายตาเ่าั้แล้ว ก็เห็นว่าเป็ไซโตนั่นเอง ภาพตรงหน้านั้นน่าทึ่งมากๆ จนผมเผลอพูดออกมา
“...ยอดไปเลยนะ”
“หือ? อ้อ คุณไซโตเหรอ”
คาซุกิมองตามสายตาผม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมอย่างบอกไม่ถูก
“อืม ไม่อยากเชื่อเลยว่าตกเป็เป้าสายตาขนาดนั้นแล้วยังกินข้าวลงอยู่”
มีผู้หญิงหลายคนล้อมวงกินข้าวด้วยกันกับไซโต เธออยู่ท่ามกลางคนเ่าั้ บางครั้งเธอก็คุยอย่างเป็มิตรกับเพื่อนรอบตัว พลางกินข้าวไปด้วย รอบตัวเธอมีแต่ผู้หญิง ไม่มีผู้ชายเลยสักคนเดียว คงเพราะเป็ที่รู้กันว่าเธอจะทำตัวเ็าถ้าเข้าไปคุยด้วย แต่ถึงอย่างนั้นแค่กวาดสายตามองไปรอบๆ ในโรงอาหารนี้ก็รู้แล้วว่ามีสายตาของผู้ชายไม่น้อยที่มองเธออย่างเร่าร้อน หรือมีจุดประสงค์แอบแฝง
ถูกมองขนาดนั้นไม่น่าใจเย็นอยู่ได้เลย การเกิดมาหน้าตาดีควรจะเป็เื่ดี แต่ดูจากสภาพการณ์ของเธอแล้วคงจะลำบากไม่น้อย ถึงเป็เื่ของคนอื่น แต่ผมก็อดห่วงไม่ได้
“คุณไซโตสินะ เธอดูท่าทางลำบากพอตัวเลย”
“อืม เข้าใจความรู้สึกอยู่หรอก ถ้าเป็ฉันคงเครียดตายได้เลย”
“อะไรจะจิตใจอ่อนแอขนาดนั้น ว่าแต่แปลกนะที่นายสนใจผู้หญิง หรือว่าชอบคุณไซโตงั้นเหรอ”
“จะเป็งั้นไปได้ไง”
ผมบอกปัดคาซุกิที่ทำท่าจะเชื่อมโยงเข้าเื่ความรักอีกแล้ว ก่อนจะละสายตาจากไซโต แต่รอยยิ้มที่ดูราวกับถูกแปะติดไว้ บนใบหน้าของเธอตอนที่คุยกับคนรอบตัวนั้นกลับวนเวียนอยู่ในใจผมอย่างบอกไม่ถูก
“นายนี่ไม่สนใจผู้หญิงเหมือนเดิมเลยนะ ไม่มีคนที่พอตกลงปลงใจด้วยได้เลยหรือไง”
“อย่างน้อยถ้าเจอคนที่อยู่ด้วยแล้วสนุกกว่าอ่านหนังสือก็อาจจะได้”
“นั่นมันน่าจะยากเกินไปนะ”
พอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง คาซุกิก็หัวเราะแห้งๆ ใส่ผมอย่างเอือมระอา ไม่เข้าใจเลย เื่สำคัญแท้ๆ หลังจากนั้นเราก็คุยกันอีกพอสมควร พลางกินข้าวเที่ยงจนเสร็จ
