หลังจากติดตามเซียวหนานเหรินอ้อมผ่านระเบียงใหญ่ ตามด้วยผ่านเส้นทางที่ถูกปกคลุมด้วยแมกไม้ จากนั้นเดินผ่านสะพานแขวนที่สร้างจากเหล็กยาวหลายพันวา ในที่สุดทั้งหมดก็มาถึงปากถ้ำที่ดูธรรมดาไม่มีสิ่งใดพิเศษ เพียงให้ความรู้สึกว่าถ้ำแห่งนี้อาจมีบางสิ่งที่ลี้ลับซ่อนอยู่
ไป๋หยุนเฟยมองดูปากถ้ำก็บังเกิดความคิดอยากเข้าไปสำรวจเพื่อค้นหาว่าจะมีผู้เฒ่าหนวดเคราขาวโพลนหรือสิ่งของที่ยอดฝีมือทิ้งไว้หรือไม่ แต่ยังดีที่มันทราบกระจ่างว่าที่นี่เป็สถานที่ใด จึงได้แต่จินตนาการเท่านั้น --- ดูท่าแล้วถ้ำนี้จะเป็จุดหมายที่พวกมันเดินทางมา หรือว่าจะเป็สถานที่ซึ่งใช้‘ทดสอบพร์หลอมประดิษฐ์’?
เซียวหนานเหรินสั่งให้ทุกคนหยุด จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาบุรุษร่างกำยำซึ่งเฝ้ารักษาถ้ำแห่งนี้พร้อมกับกล่าวว่า “ศิษย์พี่เถี่ยชุย คนเหล่านี้คือผู้ที่จะมาทดสอบในครั้งนี้ ต่อจากนี้คงต้องรบกวนท่านแล้ว”
จากนั้นจึงหันหลังกลับมาหาฝูงชนแล้วกล่าวว่า “ข้ารับผิดชอบนำทางพวกเ้ามาถึงที่นี่ ต่อจากนี้ศิษย์พี่หลี่เถี่ยชุยซึ่งเป็ศิษย์คนโตของผู้าุโที่สอง จะเป็ผู้รับผิดชอบนำทางพวกเ้าไปทำการทดสอบ”
ทุกคนต่างตกตะลึง ผู้ที่ดูสัตย์ซื่อสมถะคล้ายคนชนบทนี้ กลับเป็ศิษย์เอกของผู้าุโ? หลายคนมองแวบแรกก็เข้าใจว่าเป็เพียงศิษย์ปลายแถวที่คอยเฝ้าปากถ้ำเท่านั้น
“หลี่เถี่ยชุย... หรือจะเป็‘เถี่ยชุย’ซึ่งผู้าุโที่สองกล่าวถึงในยามนั้น?” ไป๋หยุนเฟยจำได้ว่ายามที่อยู่เชิงเขานั้น ผู้าุโที่สองบอกซ่งหลินกับพวกว่าหลังจากการทดสอบเสร็จสิ้นให้ไปหา‘เถี่ยชุย’เพื่อรับโทษ หากเป็เช่นนั้นจริง คนที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ต้องเป็ผู้รับผิดชอบการลงทัณฑ์ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แล้ว --- ผู้รับผิดชอบการลงทัณฑ์ กลับดูธรรมดาสัตย์ซื่อเช่นนี้ สร้างความงุนงงสงสัยแก่ไป๋หยุนเฟยอย่างยิ่ง
ใบหน้าสัตย์ซื่อของหลี่เถี่ยชุยเปี่ยมรอยยิ้ม หลังจากหัวเราะก็กล่าวต่อฝูงชนว่า “อืม พวกเ้าคือว่าที่ศิษย์น้องของสำนักเรา? ข้าคือศิษย์พี่เถี่ยชุยของพวกเ้า ไม่ต้องตื่นเต้นกังวล ต่อจากนี้จะเป็การทดสอบที่ไม่ซับซ้อน เพียงแค่พวกเ้าเดินตามข้าไป เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำก็จะถือว่าเริ่มการทดสอบ หลังจากเดินออกจากถ้ำแล้วก็จะถือว่าผ่านการทดสอบ ฮ่า ฮ่า...”
“……”
เมื่อฟังจบ ทุกคนก็ล้วนตะลึงงันไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง แม้แต่ไป๋หยุนเฟยเองก็ยังต้องงงงัน --- ประโยคที่กล่าวเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร?
“ฮ่า ฮ่า พวกเ้าไม่ต้องคาดเดาแล้ว ไม่นานพวกเ้าก็จะทราบเองว่าคำพูดข้าหมายความว่าอย่างไร เอาเถอะ อย่าชักช้าเสียเวลาอยู่เลย ไม่เช่นนั้นอีกสักครู่ยามลงเขาจะมองไม่เห็นทาง พวกเ้าเดินตามข้าเข้ามาเถอะ” หลี่เถี่ยชุยกวักมือเรียก จากนั้นจึงเดินนำหน้าเข้าถ้ำ‘ลี้ลับ’นั้นไป
เย่จือชิวแหวกผู้คนเดินขึ้นหน้าตามไป ไป๋หยุนเฟยก็เผยรอยยิ้มก่อนจะติดตามเข้าสู่ถ้ำ แล้วม่อเสี่ยวเซียน ซีเหยียนและคนอื่นๆจึงทะยอยเดินตามเข้าถ้ำไป
เซียวหนานเหรินมองตามผู้คนทั้งหมดเดินเข้าถ้ำไป จากนั้นจึงหันไปหากลุ่มศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ที่คอยเฝ้าปากถ้ำ สุดท้ายก็พึมพำขึ้น “ครั้งนี้จะมีคนที่ยืนหยัดจนถึงปลายทางได้เท่าใดกันนะ? สถานที่แห่งนี้มีพลังิญญาอันเข้มแข็งแล้วใช่ว่าจะมีประโยชน์...”
……
ผู้คนที่เปี่ยมด้วยความหวังเดินตามหลังหลี่เถี่ยชุยไป หลังจากผ่านไปหลายร้อยวาไป๋หยุนเฟยก็เริ่มรู้สึกผิดหวัง ไม่เพียงแค่มันเท่านั้น แต่คนอื่นๆก็แสดงสีหน้าผิดหวังระคนสงสัย เนื่องเพราะในถ้ำแห่งนี้... ไม่มีอะไรทั้งสิ้น
ถ้ำนี้มองไม่เห็นก้นอีกทั้งยังเงียบงัน ยามเดินไปจะมีผลึกสีขาวคอยส่องสว่างอยู่เป็ระยะ ตลอดทางที่ผ่านมา นอกจากผลึกสีขาวนี้แล้วก็มีเพียงแต่ก้อนหิน แม้แต่ต้นหญ้าสักใบก็ยังไม่มี
แต่ทว่า เมื่อเดินต่อไปอีกหลายร้อยวา ไป๋หยุนเฟยก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ แต่ถ้ำไม่ได้เกิดความผิดปกติอันใด ที่ผิดปกติกลับเป็ผู้คนรอบกายมัน
“พี่ไป๋ ท่านเห็นหรือไม่?” เสียงสงบเยือกเย็นดังแว่วเข้าหู ไป๋หยุนเฟยหันไปมองก็พบว่าเป็เย่จือชิว
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ากล่าวว่า “บางคนเริ่มมีสีหน้าผิดปกติ ราวกับแบกรับความกดดันบางอย่าง แต่ว่า...”
“ข้าเองก็ไม่รู้สึกอันใด” เย่จือชิวพยักหน้า
ไป๋หยุนเฟยคาดเดาขึ้น “หรือจะเป็เพราะพวกเรามีพลังเข้มแข็ง?”
เย่จือชิวส่ายหน้าพร้อมกับชี้ไปด้านขวา ผู้ฝึกปรือิญญาด่านวีรชนระดับกลางยามนี้ใบหน้าแดงฉาน หน้าผากมันหลั่งเหงื่อจนชุ่มโชก แต่ถัดจากนั้นไปเป็เด็กอายุราวสิบขวบซึ่งเป็คนธรรมดากลับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอันใด ดูราวกับมันไม่รู้สึกถึงความผิดปกติแม้แต่น้อย ใบหน้ามันยังคงเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นขณะจ้องมองผลึกสีขาวที่ส่องสว่างอยู่บนผนังถ้ำ
และเมื่อผ่านไปอีกหลายร้อยวา...
“พี่ไป๋... ข้า ข้ารู้สึกทรมาน...” จงซูหาวที่เดินตามหลังดึงแขนเสื้อไป๋หยุนเฟยพร้อมกับกล่าวด้วยสีหน้าอึดอัด
ไป๋หยุนเฟยบังเกิดความแตกตื่นรีบถามออกไป “เกิดอะไรขึ้น? เ้ารู้สึกอย่างไร?”
“ข้าไม่ทราบ... จู่ๆก็รู้สึกว่าอากาศรอบตัวเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน...” จงซูหาวมองดูรอบกายด้วยแววตาแปลกประหลาด มันกล่าวเสียงค่อยว่า “หรือไม่ควรจะบอกว่าเป็อากาศ แต่เป็ถ้ำแห่งนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าประหลาด ราวกับพยายามฉุดรั้งไม่ให้ข้าเดินหน้าต่อไป ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งรู้สึกทรมาน...”
ไป๋หยุนเฟยสบตากับเย่จือชิวก็พบกับแววตาสงสัยของอีกฝ่าย จึงได้หันไปถามม่อเสี่ยวเซียนและคนอื่นๆ “พวกเ้าเล่า?”
“ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ” ม่อเสี่ยวเซียน ซีเหยียน รวมทั้งหลิวหมางต่างก็ส่ายหน้า
“……”
“บัด-ซบ!! อึดอัดแทบตายแล้ว! นี่มันถ้ำผีสางอะไรกัน! ไฉนยิ่งนานข้าก็ยิ่งรู้สึกทรมาน?! แม้จะโคจรพลังิญญาแล้วก็ยังไม่ทุเลาลง หรือว่าในถ้ำจะมีการวางยาบางอย่างเอาไว้?!”
ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็มีเสียงด่าทออย่างร้อนรนดังขึ้นที่ด้านหลัง ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วครู่กับเสียงอันคุ้นหูนี้ เมื่อหันไปมองก็พบเห็นใบหน้าของหลี่เจี้ยนเหรินซึ่งถูกตนเองชกจนฟันร่วงไปหลายซี่
ใบหน้าหลี่เจี้ยนเหรินฟื้นฟูดังเดิมแล้ว แต่เนื่องเพราะฟันหลุดร่วงไปหลายซี่ ทำให้เวลามันกล่าววาจาจะมีลมลอดผ่านออกมา ใบหน้าของมันยังคงอัปลักษณ์ที่สุดในหมู่คนทั้งหลาย ยิ่งรวมกับสิ่งที่มันเผชิญอยู่ตอนนี้ก็ยิ่งทำให้ใบหน้าของมันราวกับท้องผูกมาตลอดเจ็ดวัน
เนื่องจากเสียงร่ำร้องของมัน จึงทำให้ผู้คนทั้งหมดหยุดฝีเท้าลง หลี่เถี่ยชุยที่เดินนำหน้าก็ชะงักเท้าพร้อมกับหันมามองหลี่เจี้ยนเหรินที่กำลังด่าทออยู่ จากนั้นจึงกล่าวว่า “สหายน้อยท่านนี้ไม่ทราบว่ามีปัญหาอันใด?”
“เฮอะ! ถ้ำแห่งนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ ไฉนข้าจึงได้รู้สึกทรมานเช่นนี้ ความรู้สึกราวกับว่าิญญาถูกบีบกดอยู่ พวกเ้า พวกเ้าต้องลอบทำเื่เลวร้ายอันใดอยู่แน่...” หลี่เจี้ยนเหรินใช้มือขวายันผนังถ้ำเอาไว้ มันตัวงอหน้าแดงก่ำพร้อมกับหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
หลี่เถี่ยชุยรั้งมุมปากเผยรอยยิ้มอันสัตย์ซื่อออกมา แต่สายตาที่แสดงกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง “ฮ่า ฮ่า ก่อนหน้านี้ก็ได้บอกเ้าไปแล้ว เมื่อเข้ามาในถ้ำ ก็ถือว่าการทดสอบเริ่มขึ้นแล้ว ยามนี้เป็การทดสอบพร์หลอมประดิษฐ์ ที่เ้ามีความรู้สึกเช่นนี้ เ้าคิดว่าเป็เพราะอะไร?”
ยามที่สายตาหลี่เถี่ยชุยกวาดมา หลี่เจี้ยนเหรินก็ร่างสะท้านเย็นยะเยียบจนลืมเลือนแม้แต่ความกดดันที่ได้รับเมื่อครู่ มันโซเซถอยหลังไปสองก้าวจนแทบล้มก้นกระแทกพื้น หลังจากเอนตัวพิงผนังจึงกล่าวว่า “ข้า... เ้า... ที่เ้าพูด... หมายความว่า?”
หลังจากได้ยินคำพูดของหลี่เถี่ยชุย คิ้วของไป๋หยุนเฟยก็เลิกขึ้น ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดในใจ “หมายความว่า... พร์ในการหลอมประดิษฐ์ที่แตกต่างกันจะส่งผลให้เป็เช่นนี้?”
หลี่เถี่ยชุยกวาดตามองผู้คนโดยรอบก่อนจะกล่าวว่า “เอาเถอะ ในเมื่อมีบางคนเริ่มจะทนทานไม่ไหวแล้ว ข้าก็จะอธิบายให้ชัดเจน ถ้ำแห่งนี้ถูกใช้เป็‘เครื่องมือ’เพื่อทดสอบพร์ในการหลอมประดิษฐ์ ผู้ที่ยิ่งมีพร์หลอมประดิษฐ์สูงก็จะยิ่งได้รับการยอมรับจาก‘มัน’ และผู้ที่มีพร์ไม่ถึงขั้น ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็จะยิ่งถูกมันผลักดันจนก้าวเดินต่อไปอีกไม่ไหว --- ไม่ว่าพวกเ้าจะคิดว่ามันเหลือเชื่อเกินไปหรือไม่ แต่มันก็เป็เช่นนี้จริงๆ”
“สำหรับผู้ที่อึดอัดทรมานนั้นไม่ต้องกังวลใจไป พวกเ้าเพียงรู้สึกทรมานแต่จะไม่เป็อันตรายถึงขั้นาเ็ เพียงแค่เดินกลับไปที่ปากถ้ำ ทุกอย่างก็จะกลับเป็ปกติ แต่แน่นอนว่าพวกเ้าจะหมดสิทธิ์ในการเข้าเป็ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์เช่นกัน...” หลี่เถี่ยชุยมองดูใบหน้าของผู้คนที่กำลังทรมานอยู่จึงกล่าวเตือนขึ้น “สามารถยืนหยัดได้แค่ไหน ความมุ่งมั่นของตนเองก็มีส่วน แต่อย่างไรก็ขึ้นกับพร์หลอมประดิษฐ์เป็หลัก ดังนั้นไม่จำเป็ต้องฝืนจนเกินไป คิดว่าซ่งหลินคงบอกต่อพวกเ้าแล้ว ว่าต่อให้ไปที่สำนักอื่นเ้าก็ยังมีโอกาสประสบความสำเร็จได้เช่นกัน”
“เอาเถอะ เดินต่อ! หากยืนหยัดไม่ไหวจะมีศิษย์ของสำนักช่างประดิษฐ์มาพาพวกเ้าออกไปเอง และจากนี้ห้ามส่งเสียงรบกวนอีก!”
……
หลังจากได้ทราบถึง‘ความลี้ลับ’ของถ้ำแห่งนี้แล้ว ผู้คนก็เริ่มเยือกเย็นลง มีหลายคนเริ่มก้มหน้ากัดฟันก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก
ผ่านไปราวชั่วน้ำเดือด และแล้วก็มีคนแรกที่ไม่อาจยืนหยัดไหวต้องออกจากการทดสอบไป
หลี่เจี้ยนเหรินเป็คนแรกที่ต้องออกจากการทดสอบ นั่นก็หมายความว่ามันเป็ผู้ที่มีพร์ในการหลอมประดิษฐ์ต่ำที่สุดในหมู่ทุกคน แม้จะเป็ถึงวีรชนิญญาระดับปลายและมีพร์ธาตุไฟระดับพิเศษก็ตามที
มันอดทนจนสุดความสามารถ กระทั่งรับความกดดันไม่ไหวจึงสลบไป จากนั้นก็ถูกศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์เข้ามาหามออกไป
หลังจากหลี่เจี้ยนเหรินออกจากการทดสอบ ไป๋หยุนเฟยก็เริ่มสีหน้าย่ำแย่ลง ไม่ใช่ว่ามันเห็นใจต่อหลี่เจี้ยนเหริน แต่เป็เพราะมันเริ่มรู้สึกได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า‘แรงกดดัน’แล้ว...
“หรือว่า ข้าจะมีพร์การหลอมประดิษฐ์ไม่ถึงขั้น...”
ไป๋หยุนเฟยเริ่มรู้สึกผิดหวังขึ้นมา แต่มันก็พยายามสลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไป ขณะเดียวกันก็ปลุกปลอบตนเอง “มันเป็เพียงความรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวเท่านั้น! บางทีเดินต่อไปอีกไม่ไกลก็จบแล้ว ข้ายังไหว!”
หลังจากหลี่เจี้ยนเหรินออกไป คนที่เหลือก็ราวกับติดโรคระบาด ภายในระยะสั้นๆเพียงไม่ถึงห้าสิบวา ก็มีอีกสิบกว่าคนที่ยอมแพ้ คล้ายกับว่าทุกสิบก้าวต้องมีคนออกไปอีกคนหนึ่ง
“พี่ไป๋ เ้าเป็ไรหรือไม่?” เย่จือชิวกลับสังเกตทราบถึงความเปลี่ยนแปลงของไป๋หยุนเฟยได้อย่างเฉียบคม
ใบหน้าไป๋หยุนเฟยเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีแดง แต่ยังคงแสร้งทำว่าไม่เป็ไร มันโบกมือกล่าวว่า “ไม่เป็ไร ยังทนไหว”
……
ความเร็วในการเดินของทุกคนเชื่องช้าลงทุกขณะ จำนวนคนก็ลดน้อยลงทุกที ชั่วก้านธูปต่อมาด้านหลังของหลี่เถี่ยชุยก็เหลืออยู่ไม่ถึงร้อยคนแล้ว!
ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยหลั่งเหงื่อโซมหน้าอยู่นั้น จู่ๆหลี่เถี่ยชุยก็หยุดเท้าลง ไป๋หยุนเฟยเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าทุกคนมาหยุดอยู่ที่ทางเลี้ยว นี่เป็ทางเลี้ยวแรกที่พบั้แ่เดินเข้ามาในถ้ำแห่งนี้
หลี่เถี่ยชุยยืนอยู่ที่ทางเลี้ยว จากนั้นจึงส่งยิ้มให้แก่ผู้คนร่วมร้อยที่เหลืออยู่พร้อมกับกล่าวว่า “การทดสอบนี้สิ้นสุดลงที่นี่แล้ว ทุกท่าน ยินดีกับพวกท่านด้วย ยามนี้อย่างน้อยทุกคนก็มีคุณสมบัติที่จะเป็ศิษย์สายนอกแล้ว!”
“...” หลังจากฟังคำพูดของมันแล้วทุกคนก็ได้แต่งุนงง
การทดสอบพร์หลอมประดิษฐ์ จบลงเช่นนี้หรือ?!
