เล่มที่ 5 บทที่ 142 ซูจิ้ง
“แต่ว่า…”
“ไม่ต้องพูดแล้ว” ผู้เป็ศิษย์พยายามจะแย้งต่อ แต่ชายชราผู้เป็อาจารย์กลับส่ายหัวหยุดเอาไว้
“เ้ากลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวเื่นี้ข้าจัดการเอง”
เมื่อพูดจบ ชายชราก็ไอรุนแรงขึ้นมา ผู้เป็ศิษย์เห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาพยุงทันที ก่อนจะยกถ้วยน้ำที่อยู่บนโต๊ะมาให้ผู้เป็อาจารย์ดื่มพร้อมกลืนยาลงไป จากนั้นชายชราก็หลับตานอนลงบนตั่ง…
ผู้เป็ศิษย์เห็นดังนั้นก็ไม่กล้ารบกวนอีก ทำได้แค่ค่อยๆก้าวออกมาอย่างระมัดระวัง ทว่าระหว่างทางเขากลับขมวดคิ้วแน่น กระทั่งมาถึงบริเวณเชิงเขา ศิษย์แซ่อันผู้นี้ก็กัดฟันโคจรให้ชุดคลุมดำโบกสะบัดจนกางออกมาราวกับปีกวิหคั์ จากนั้นจึงบินไปทางเมืองวั่งไห่…
เพียงกระบี่เล่มเดียวถึงกับสั่นคลอนความมั่นคงของสายบำเพ็ญชื่อิได้ สำหรับเขาแล้วจึงไม่ต่างอะไรกับหนามยอกอก หากไม่จัดการให้สิ้น คงจะกวนใจไม่น้อย
แม้ผู้เป็อาจารย์จะบอกว่าไม่ต้องยุ่ง แต่เขากลับอยากไปดูเหลือเกินว่าฟานซื่อผู้นี้เป็ใครมาจากไหน ถึงขั้นสามารถหลอมกระบี่เช่นนี้ออกได้
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ศิษย์แซ่อันก็เดินทางมาถึงเมืองวั่งไห่ เขาไม่รอช้า รีบตรงไปทางเหนือของเมืองทันที
ทว่า…
ขณะที่ใกล้จะถึงร้านหลอมอาวุธนั้น เขาก็เจอเข้ากับเจียงหลีพอดี
ทั้งคู่ต่างก็ตกตะลึงซึ่งกันและกัน
“ซวยแล้ว อย่าเข้ามานะ!” ชั่วขณะนั้นเองเจียงหลีก็พยายามชักกระบี่ออกมาทันที แต่เขาขยับมือได้เพียงนิดเดียวก็ดันนึกขึ้นมาได้ว่า เขาแค่ออกมาปล่อยข่าวเท่านั้น จึงไม่ได้พกกระบี่ออกมาด้วย ตอนที่กำลังตื่นตระหนกนี้เอง เจียงหลีก็แกล้งทำเป็นิ่ง สองมือกอดอกแน่นก่อนจะพูดข่มอีกฝ่าย หวังว่าอีกฝ่ายจะกลัวจนล่าถอยไปเอง
“เ้าก็รู้ว่าฝีมือข้าร้ายกาจแค่ไหน อย่าบีบให้ข้าต้องลงมือ ไม่อย่างนั้นเ้าอาจจะเจ็บหนักถึงขั้นตายได้!”
“อย่างนั้นหรือ?” ศิษย์แซ่อันได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักลงเล็กน้อย ทว่าหลังจากเห็นว่าสองมือของอีกฝ่ายว่างเปล่าปราศจากซึ่งอาวุธใดๆ แม้แต่กระบี่ที่เคยจู่โจมชื่อิก็ตาม คิ้วที่ขมวดแน่นก็คลายออกโดยพลัน ศิษย์แซ่อันจึงค่อยๆเดินเข้าใกล้อย่างช้าๆ
“หากข้าเดินเข้ามา เ้าจะทำอะไรงั้นหรือ?”
“ข้า…” เจียงหลีรู้สึกเหมือนน้ำตาจะเล็ดออกมาอีกครั้ง ‘ทำไมก่อนออกมาไม่ดูฤกษ์ยามให้ดีเสียก่อน เป็อย่างไรล่ะทีนี้ ดันเจอศัตรูเข้าจนได้ นี่เป็ผู้บำเพ็ญขั้นมิ่งหุนที่ฝ่าเคราะห์สองด่านมาแล้วเชียวนะ ต่อให้มีเขาอีกสิบคนก็เกรงว่าจะสู้ไม่ไหวอยู่ดี…’
“เจ็บหนักถึงตายไม่ใช่หรือ?” ศิษย์แซ่อันยกยิ้มเ็า เขาเองก็มีความโกรธอัดแน่นั้แ่ตอนอยู่สถานเพาะเลี้ยงผีดิบแล้ว ยิ่งบัดนี้ดันมาเจอเจียงหลีพอดีอีก มีหรือที่จะยอมปล่อยไปง่ายๆ
พอเห็นเจียงหลีที่กำลังแสร้งทำเป็กร่าง แต่ความจริงหวาดกลัวจนฉี่แทบราด ก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันที ก็แค่ผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวน ดันกล้าอวดเก่ง แถมยังทำให้เขาขายหน้าต่อหน้าศิษย์น้องอีก คอยดูเถอะ เดี๋ยวจะจัดการให้หนักเลย คอยดู…
‘ตอนแรกว่าจะไปหาฟานซื่อผู้เป็อาจารย์อยู่พอดี ถ้าอย่างนั้นก็จับศิษย์ไว้ก่อนละกัน แล้วรอดูว่าผู้เป็อาจารย์จะมาช่วยหรือไม่…’
“ขอดูหน่อยแล้วกันว่าเก่งกาจมาจากไหน ถึงกับทำร้ายชื่อิของข้าได้!” สิ้นเสียงของศิษย์แซ่อัน ชุดคลุมสีดำก็โบกสะบัดทันที เพียงพริบตาเดียวก็มีเงาสีแดงพุ่งออกมา ในตอนนี้ชื่อิเพิ่งจะฟื้นตัวเองขึ้นมาได้อีกครั้ง จึงเกรี้ยวกราดกว่าตอนที่อยู่สถานเพาะเลี้ยงผีดิบ โดยเฉพาะตอนที่มันรับรู้ถึงกลิ่นอายของอีกฝ่าย ซึ่งคล้ายว่าจะเป็คนที่เคยทำร้ายมัน จึงคำรามเสียงดังออกมา จากเดิมที่เป็เงาสีแดงก็แปรเปลี่ยนเป็อสุรกายร้ายน่าสะพรึงกลัวทันที
ผมเผ้ารุงรัง บนหัวก็มีเขางอก ทั่วทั้งตัวมีกลิ่นคาวคละคลุ้งลอยไปทั่ว ขณะนี้มันกำลังพุ่งตรงไปทางเจียงหลีแล้ว…
“แย่แล้ว!” เจียงหลีเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งหนีด้วยความใ ขณะนั้นเขาคิดอะไรไม่ออกอีกต่อไป ได้แต่แหกปากะโร้องเสียงดัง
“อาจารย์ อาจารย์อาช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย!”
“อาจารย์กับอาจารย์อาอย่างนั้นหรือ?” ศิษย์แซ่อันยกมือทั้งสองขึ้นประกบกันเพื่อบงการให้ชื่อิไล่ตามเจียงหลีไป ก่อนจะแค่นหัวเราะเยือกเย็นออกมา
“ะโให้ตายยังไงก็ไม่มีประโยชน์ ทั่วทั้งปฐีและแดน์ก็ไม่มีใครช่วยเ้าได้หรอก!”
“เดี๋ยวสิอันจื่อเจี๋ย ทำไมศิษย์สำนักโยวิทุกคนถึงชอบพูดแบบนี้ล่ะ?” ขณะที่ศิษย์แซ่อันกำลังดีใจ จู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางหัวมุม
“ครั้งก่อนคนที่ชื่อหลงเอ้าเทียนหรือหลงป้าเทียนอะไรนั่น ก็เคยพูดกับข้าว่าทั่วทั้งปฐีและแดน์ก็ไม่มีใครช่วยเ้าได้ ทว่าตอนนี้หญ้าบนหลุมศพของเ้านั่น คงจะยาวมากแล้วล่ะ”
“ใครน่ะ?”
ศิษย์แซ่อันได้ยินเสียงปริศนาลอยเข้าหูมาก็ชะงักลงทันที ชั่วขณะที่เอ่ยตอบนั้น เขาก็ไม่ได้สนใจเจียงหลีอีกต่อไป สองมือประกบบงการให้ชื่อิซึ่งขณะนี้เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืพุ่งไปยังต้นเสียงทันที
ทว่า…
ชื่อิเพิ่งจะขยับได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็มีลำแสงกระบี่สายหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา ทันใดนั้นไม่ว่าจะเป็เจียงหลีหรือศิษย์แซ่อันก็กลับมองไม่เห็นสิ่งใดอีก เพราะเบื้องหน้ามีเพียงแสงสว่างจ้าของลำแสงกระบี่อย่างเดียวเท่านั้น…
ไม่นานก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น…
ก่อนจะเห็นชื่อิถูกสะบั้นออกเป็สองซีก เชื่อิที่มีผมเผ้ารุงรังในตอนแรก อีกทั้งบนหัวก็ยังมีเขางอกอีกด้วย บัดนี้กลับสลายกลายเป็กลุ่มเงาสีแดงสองสาย และไม่นานก็สลายหายไป แต่เพียงครู่เดียวก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดินอีกครั้ง ก่อนจะรวมตัวกันเป็อสุรกายชื่อิ แม้จะยังคำรามอย่างเกรี้ยวกราดได้ แต่หากฟังดูดีๆ กลับพบว่าน้ำเสียงนั้นมีความหวาดกลัวแฝงอยู่…
“เ้า?” ศิษย์แซ่อันรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที จึงรีบโคจรพลังเก็บชื่อิกลับไป ‘เพิ่งจะหายดีแท้ๆ บัดนี้กลับถูกฟันอีกรอบ เกรงว่าจะต้องใช้เวลาบำรุงรักษาอีกหนึ่งเดือนเลยทีเดียว หลังจากเก็บชื่อิกลับไปแล้ว อีกฝ่ายก็เดินออกมาจากหัวมุม ในตอนนี้เองศิษย์แซ่อันถึงเห็นชัดๆว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือคู่ปรับของตนเอง
“ซูจิ้ง!”
เมื่อสิ้นเสียงศิษย์แซ่อัน แม้แต่เจียงหลีที่อยู่ไม่ไกลก็ตกตะลึงไปด้วย ‘นี่คือซูจิ้งอย่างนั้นหรือ!’
นี่คือหนึ่งในศิษย์สายในที่มีชื่อเสียงที่สุดของสำนักกระบี่หลีซานก็ว่าได้
งานศิษย์สายตรงเมื่อสามปีก่อน ซูจิ้งที่เข้าสำนักมาได้เพียงห้าปี กลับเอาชนะศิษย์พี่ในสำนักได้ถึงสิบสองคนรวด เรียกได้ว่าโด่งดังชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว จึงกลายเป็ศิษย์แนวหน้าของสำนักกระบี่หลีซาน แต่น่าเสียดายที่งานประลองครั้งสุดท้ายเขากลับแพ้ไปเสียได้ ทำให้พลาดโอกาสได้เลื่อนเป็ศิษย์สายตรง ทว่างานประลองศิษย์สายตรงปีนี้ เกรงว่าคงไม่มีใครสามารถเอาชนะซูจิ้งได้อีก…
คิดไม่ถึงว่าผู้ที่มาจะคือซูจิ้ง!
“ใช่แล้ว ข้าเอง…” หลังจากฟันชื่อิจนขาดออกเป็สองส่วนแล้ว ซูจิ้งก็ก้าวออกมาจากหัวมุมตรอกซอยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แต่ภายในใจซูจิ้งรู้ดีว่าที่เมื่อครู่สามารถทำให้ชื่อิาเ็ได้ เพราะอาศัยจังหวะที่ชื่อิเพิ่งจะฟื้นตัวจากอาการาเ็เท่านั้น...
ถึงอย่างไรวิชามารชื่อิก็เป็หนึ่งในเจ็ดวิชามารของสำนักโยวิ เป็รองเพียงวิชาบำเพ็ญอสูรเท่านั้น แถมปรมาจารย์ชื่อิก็เลี้ยงมันมากับมือ พลังของมันจึงกล้าแกร่งกว่าอันจื่อเจี๋ยเสียอีก
‘เคล็ดวิชามารชื่อิช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ…’
----------------------------------------------------------------------------------------------------
