~ หน้าโรงเตี๊ยม ~
ร่างของเย่ซือหยู ซูซวนและอีกสองคนยืนกอดอกในขณะจ้องมองไปยังช่องว่างระหว่างมิติด้วยสีหน้าถมึงทึง
พวกมันได้รับคำสั่งมาจากเหล่าผู้าุโให้เข้าสู่อาณาจักรลับเพื่อทำภารกิจบางอย่าง แต่พวกมันก็คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายพวกมันทำได้เพียงยืนรออยู่ด้านนอกเช่นนี้
"วู้ม!"
จู่ๆช่องว่างระหว่างมิติดุจหลุมดำค่อยๆผสานเข้าหากันราวกับว่ามันได้ปิดกั้นเส้นทางเข้าออกต่อหน้าต่อตา!
"เกิดอะไรขึ้น!?" สีหน้าของซูซวนซีดเผือดครั้นััได้ถึงสิ่งที่ผิดปกติ ไม่เว้นแม้แต่สมาชิกจากตระกูลโบราณที่กำลังจ้องมองอย่างตั้งใจ
ในคำอธิบายและข่าวลือมีการบอกกล่าวไว้ว่าทางเข้าออกของอาณาจักรลับจะคงอยู่เป็เวลาหนึ่งชั่วยามก่อนที่ทางเข้าออกจะปิดลงมิใช่หรือ? แต่บัดนี้สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือทางเข้าออกถูกปิดกั้นอย่างฉับพลันหลังจากทุกคนเข้าไป
นั่นหมายความว่าเหล่าเยาวชนที่อยู่ข้างในอาจจะติดอยู่ข้างในนั้นตลอดกาล...
ซูซวนที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบคว้ายันต์สื่อสารขึ้นมาพร้อมกับเปิดใช้งานไปยังซูหวินที่อยู่ด้านใน
แต่ทว่าแม้นจะผ่านไปหลายลมหายใจก็กลับไม่มีใครตอบกลับมาแม้แต่ผู้เดียว!
"ไม่ได้การ! เส้นทางเข้าออกถูกปิดไปแล้ว! ข้าไม่สามารถติดต่อกับใครได้" ประโยคที่ตื่นตระหนกของซูซวนทำให้หลายๆคนตื่นตัว
เฉินกู่ที่มองเห็นความตื่นตระหนกก็ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วในการติดต่อไปยังสมาชิกระดับสูงของตระกูลโดยทันที "เฉินกู่ติดต่อผู้าุโ ขณะนี้เส้นทางสู่อาณาจักรลับถูกปิดตาย ขอกำลังสนับสนุนมาช่วยเหลือนายน้อยอย่างเร่งด่วน!"
ไม่ใช่แค่สองตระกูลเท่านั้น แม้แต่สหายของนักผจญภัยที่มาให้กำลังใจต่างก็มีสีหน้าสิ้นหวังเมื่อมองเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
อาณาจักรลับคือดินแดนของจักรพรรดิมาร นั่นหมายความว่ามีอันตรายซุ่มซ่อนอยู่ทุกฝีก้าว และโอกาสที่คนด้านในจะออกมาได้นั้นเท่ากับศูนย์!
เนื่องจากอาณาจักรลับหลบซ่อนอยู่ในช่องว่างระหว่างมิติซึ่งไม่ใช่ความสามารถที่มนุษย์สามารถจะทำได้ ดังนั้นสิ่งที่บุคคลภายนอกพอจะทำได้คือรายงานไปยังเบื้องบนและคิดหาวิธีการในการเปิดเส้นทางของอาณาจักรลับออกมาอีกครั้ง
ในระหว่างฝูงชนกำลังจ้องมองบันไดสู่ปรภพที่ค่อยๆเลือนหายไปพร้อมกับความตื่นตระหนกของตระกูลโบราณ จู่ๆกลับมีเงาสีดำก็พลันปรากฏด้านหลังของเย่ซือหยู ร่างนั้นตบไหล่เย่ซือหยูเบาๆครั้นได้ยินเสียงแหบแห้งดังออกมา "เ้าทำได้ดีมาก ขณะนี้หมดหน้าที่ของเ้าแล้ว ข้าจะปล่อยตัวครอบครัวของเ้าไปแต่โดยดี..."
เย่ซือหยูตัวสั่นสะท้านด้วยความกลัว เมื่อหันกลับไปก็พบว่าเงาสีดำด้านหลังได้หายลับไปแล้ว...
.
.
.
~ ด้านในอาณาจักรลับ ~
เงาสีดำส่องแสงกระพริบปรากฏร่างของไป๋เฉินปรากฏออกมาจากความว่างเปล่ามายืนอยู่พื้นที่โขดหินตัดสลับกันไปมา เขาสอดสายตาไปรอบๆกายด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่าไม่มีอะไรให้ตื่นตาตื่นใจ
ฉากทัศน์ที่ปรากฏคือซากปรักหักพังที่เงียบสงัดที่มีเพียงกลิ่นอายโบราณ และไร้ซึ่งวี่แววของสิ่งมีชีวิต
ไม่ว่าจะทอดมองไปไกลเพียงใด สิ่งที่มองเห็นมีเพียงซากปรักหักพัง ร่องรอยของการต่อสู้ในอดีต บนพื้นปรากฏให้เห็นศาสตราวุธมากมายไม่ว่าจะเป็หอกสีดำ กระบี่ขึ้นสนิมหรือแม้แต่คันศรที่ก่ายกองอยู่บนพื้นราวกับว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็ลานที่ใช้ในการสังหารหมู่มาก่อน!
มืใช่เพียงแค่นั้นไป๋เฉินยังััได้ถึงกลิ่นเืคละคลุ้งจางๆที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศทำให้เกิดอาการสะอิดสะเอียนไม่น้อย
ไป๋เฉินเดินไปตามเส้นทางยาวที่มีการกั้นกำแพงก่อนจะเอ่ยถามมารเก้าเนตรในจิตใต้สำนึก "เ้าตาแดง ที่นี่คือที่ไหนกัน?"
"ที่แห่งนี้คือปราการด่านแรกของกองกำลังของข้า ที่ถูกรุกรานโดยไอ้สารเลวผู้หนึ่งที่มันผนึกข้าเอาไว้! และยังสังหารหมู่สมุนของข้าไปหลายหมื่นชีวิต!" มารเก้าเนตรตะคอกเสียงดังราวกับกำลังกัดฟันด้วยความโกรธแค้น
ไป๋เฉินกลับยกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน "เ้าตาแดง มันเป็เื่ปกติที่เ้าพรากชีวิตผู้อื่น ผู้อื่นก็มีสิทธิ์พรากชีวิตคนรอบข้างของเ้าก็เช่นกัน… มันคือสัจธรรมของโลกใบนี้"
แต่มารเก้าเนตรตะคอกกลับไปด้วยน้ำเสียงเดือดดาล "ในเมื่อเ้าไม่รู้อะไรก็หุบปากเงียบไปเสียดีกว่า!"
ฝีเท้าของไป๋เฉินที่กำลังเดินไปเรื่อยๆก็หยุดชะงัก ดวงตาของเขาฉายแสงเย็นะเื "โอ้? เ้ากล้าตะคอกใส่ข้างั้นรึ?"
มารเก้าเนตรไม่ได้หยุดแค่นั้น มันยังตะคอกกลับไปอย่างกระหายเื "หึ! เ้าไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของข้า!"
"ตัวข้าไม่เคยระรานเผ่ามนุษย์ก่อน แต่เป็เผ่ามนุษย์ต่างหากที่มาระรานพวกข้า!" เสียงของมารเก้าเนตรสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่โกรธจัดแต่เปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศกของมารเก้าเนตร ไป๋เฉินที่กำลังเดือดดาลก็หยุดโต้กลับและเงียบไป
ดูเหมือนจะมีเบื้องลึกเื้ัซ่อนอยู่ในคำพูดของมารเก้าเนตร...
จากนั้นมารเก้าเนตรอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำอย่างไร้หนทาง "ชีวิตหนึ่งชีวิตนั้นเลือกเกิดไม่ได้ แค่พวกข้าเกิดมาเป็เผ่ามารก็ถือว่ามีความผิดแล้ว พวกมันมองข้าเป็ตัวประหลาดที่ไม่สมควรมีชีวิตอยู่!"
"เ้าคิดว่าเป็ความผิดของข้าหรือไม่ที่เกิดมาเป็เผ่ามาร!?" มารเก้าเนตรถามกลับอย่างเย้ยหยัน
เมื่อได้ยินประโยคนั้นไป๋เฉินก็ไม่ตอบ
ปรากฏว่ามารเก้าเนตรนั้นมีอดีตที่ฝังใจเกี่ยวกับเผ่ามนุษย์มาก่อน แต่เมื่อเกิดมาเป็ปีศาจหรือมารร้ายแล้วมันจำต้องตกเป็ผู้ที่ถูกกระทำโดยสมบูรณ์!
มารเก้าเนตรเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังสงบสติอารมณ์ มันถอนหายใจเบาๆก่อนจะกล่าวต่อ "ข้าจะบอกเ้าให้ ั้แ่แรกเริ่มที่ข้าเกิดมาเมื่อหลายแสนปีก่อน พวกเราเผ่ามารเป็เพียงหนึ่งในหลายเผ่าพันธุ์ที่อยู่อาศัยร่วมกันกับเผ่ามนุษย์มาก่อน"
"เผ่ามารอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์?" ไป๋เฉินที่ได้ยินดังนั้นก็ต้องประหลาดใจ
แม้นว่าเขาจะรู้จักเผ่ามารมาบ้างแต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะมีอดีตที่ลึกซึ้งเช่นนี้
มารเก้าเนตรตอบกลับ "ถูกต้อง มิใช่เพียงเผ่ามารเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็เผ่าภูติ เผ่าสัตว์อสูร เผ่าศิลาหรือแม้แต่เผ่าพันธุ์อีกมากมายทั้งเก้าเผ่าล้วนแล้วแต่อาศัยอยู่ในโลกเดียวกันกับมนุษย์ทั้งสิ้น!"
"แล้วต่อจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?" ไป๋เฉินไม่ได้ตัดสินใจโต้เถียงหากแต่ถามกลับเพราะอยากรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับมารเก้าเนตรในอดีต
มารเก้าเนตรตัดสินใจเล่าขานเื่ราวที่มันพบเจอมาในอดีต "100,000 ปีก่อนมีอาณาจักรหนึ่งที่ข้าจากมา ที่แห่งนั้นที่ซึ่งมีหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ว่าจะเป็อำนาจการปกครอง ฐานะฐานันดรก็เท่ากันกับเผ่ามนุษย์ทุกประการ… จนกระทั่งเมื่อ 80,000 ปีก่อน เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้สถาปนาตัวเองว่าเป็สิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นเป็เพราะไม่มีเผ่าใดที่สามารถฝึกฝนปราณเฉกเช่นเผ่ามนุษย์ได้ จึงทำให้พวกมนุษย์คิดไปเองว่าพวกมันอยู่เหนือเผ่าอื่นๆทั้งปวง!"
"และนั่นทำให้จิตใจของมนุษย์เริ่มปรับเปลี่ยนวิธีการคิดว่าพวกมันอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารและเริ่มที่จะกดขี่เผ่าอื่นให้อยู่ใต้ฝ่าเท้า จากที่เผ่ามารมีสถานะอำนาจทัดเทียมกันก็ถูกลดหลั่นเป็เพียงแค่ทาส ไม่ว่าจะรังแก กดขี่ สังหารหรือแม้แต่นำไปเป็ของเล่นให้พวกมนุษย์ซ้อมเป็กระสอบทรายก็ยังมี!"
"บรรพบุรุษของพวกข้าโดนกระทำสังหารหมู่อย่างไร้ปราณี จนมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่รอดชีวิตออกมาได้ หากข้าไม่แข็งแกร่งขึ้น ข้าจะสามารถสังหารคนพวกนั้นได้อย่างไร!?"
"เพราะฉะนั้นมีเพียงเส้นทางนี้เท่านั้นที่ข้าจะปกป้องพวกพ้องและเผ่าพันธุ์ของข้าไว้ได้!" เสียงหายใจของมารเก้าเนตรเริ่มหนักหน่วง น้ำเสียงของมันบ่งบอกถึงความอาฆาตแค้นที่ฝั่งแน่นอยู่ในจิตใต้สำนึก
ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธจัดในคำที่มารเก้าเนตรบอกมา น้ำเสียงของมันทำให้เขารู้ว่านั่นไม่ใช่เื่ที่มารเก้าเนตรแต่งขึ้น แต่เป็ความอัดอั้นที่หลบซ่อนอยู่ในมุมที่มืดที่สุดของจิตใจ
หลังจากมารเก้าเนตรเงียบไปครู่หนึ่งมันจึงเอ่ยต่อ "และนั่นก็เป็จุดเปลี่ยนที่ทำให้เผ่ามารต้องเอาชีวิตรอดจากการถูกล้างเผ่าพันธุ์... เนื่องจากพวกข้าตั้งตนเป็ศัตรูกับมนุษย์ มนุษย์จึงสร้างข่าวลือดีงามให้แก่ตัวพวกมัน แต่ยัดเยียดว่าเผ่ามารเป็พวกกลุ่มชั่วร้ายที่้ายึดคืนอำนาจมาจากเผ่ามนุษย์ และความคิดนั้นก็ถูกปลูกฝังมาจนถึงปัจจุบัน"
ไป๋เฉินที่ได้ยินได้ฟังทั้งหมดก็อดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกสั่นไหวในจิตใจ
มารเก้าเนตรต้องผ่านโศกนาฏกรรมมามากมายเพียงใด กว่าจะมาเป็จักรพรรดิที่ผู้คนต่างก็หวาดกลัวมาจนถึงทุกวันนี้ ปรากฏว่าจุดเริ่มต้นของมารเก้าเนตรเป็เพียงบุคคลต่ำต้อยที่ถูกกดขี่และทนไม่ได้ที่จะตกอยู่ในสถานะเช่นนี้อีกต่อไป
จากนั้นมารเก้าเนตรจึงถามกลับอย่างเ็า "หากเป็เ้า เ้าจะยอมให้พวกมันกดขี่เ้าไปตลอดชีวิตงั้นรึ!?"
ไป๋เฉินก็ตอบออกมาโดยไม่ต้องคิด "แน่นอนว่าไม่! หากไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อต้านก็คงจะเป็ได้เพียงหมูที่รอวันเชือดเท่านั้น"
เขาเริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของมารเก้าเนตรขึ้นมาบ้างแล้ว ในพงศาวดารไม่เคยมีการกล่าวถึงต้นกำเนิดของเผ่ามารมาก่อน เนื่องจากเผ่ามนุษย์ได้ยัดเยียดความคิดว่าเผ่ามารเป็ความชั่วร้ายที่ต้องถูกกำจัด แม้แต่ในทวีปนี้ก็ได้ปลูกฝังความคิดเช่นนั้นมาตลอดๆจวบจนปัจจุบัน...
