‘เป็นางหรือ!’ ลู่เต้าสะดุ้งสุดตัว รีบหันหลังให้คนทั้งสอง เกรงว่ากู่เสี่ยวอวี่จะต้องมาตายเพราะเกี่ยวข้องกับเขา จึงได้แต่ตรึกตรองหาทางรับมือ
สกุลหงกับสกุลเกามีการติดต่อกันบ้าง หงฮวารู้ว่าอีกฝ่ายเป็คุณชายสกุลเกากับคู่หมั้นของเขา จึงยิ้มกลบเกลื่อน “ยินดีกับท่านทั้งสองที่ผ่านการทดสอบด้วยเช่นกัน”
เกาฮ่าวพยักหน้า “คุณหนูหงฝีมือการทำอาหารเลิศล้ำ ถึงขั้นทำให้ท่านผู้าุโโจวแสดง ‘อสุนีบาตแห่งรสชาติ’ ที่ไม่ได้เห็นมานาน ข้านับถือยิ่งนัก”
กู่เสี่ยวอวี่เห็นลู่เต้าหันหลังให้ด้วยพฤติกรรมแปลกๆ จึงถามหงฮวาเบาๆ “คุณหนู นี่คือคู่ของท่านหรือ”
หงฮวาได้ยินดังนั้น ใบหน้าขาวใต้หน้ากากเงินอันผุดผาดก็แดงระเรื่อขึ้น “ข้าก็หวังเช่นนั้น…”
หางตาเกาฮ่าวลอบมองลู่เต้า ในใจหวั่นว่าทั้งหมดจะเป็เพียงความรักข้างเดียว
ชั่วขณะนั้น ลู่เต้าคว้ามือหงฮวาแล้วเดินไปทางจวนสกุลหง “จริงด้วย! ข้ามีของอยากมอบให้เ้า! พวกเรารีบกลับกันเถอะ!”
หงฮวาไม่ขัดขืน คุณหนูใหญ่แห่งจวนสกุลหงถูกดึงมือเดินกลับบ้านด้วยสีหน้าอิ่มเอมยิ่ง
ก่อนที่ลู่เต้าจะมอบของขวัญให้หงฮวา นางกลับชิงพาลู่เต้าเข้าไปในครัวด้วยท่าทีลับๆ ล่อๆ “ข้าก็มีของอยากมอบให้ท่านผู้มีพระคุณเช่นกัน!”
หงฮวาให้ลู่เต้ารอครู่หนึ่ง แล้วนำปลาดิบหนึ่งถ้วยกับน้ำแกงร้อนออกมาวางตรงหน้าลู่เต้า
เขามองปราดเดียวก็จำได้ว่าเป็ผลงานที่หงฮวาใช้แข่งขัน จึงถามอย่างประหลาดใจ นี่คือ ปลาสามวิธี หรือ”
หงฮวาพยักหน้า “ใช่! ข้าตั้งใจเก็บไว้ส่วนหนึ่งให้คนรับใช้เอากลับมา หวังว่าจะให้ท่านผู้มีพระคุณได้ลิ้มลองเช่นกัน”
ลู่เต้าอยากกินั้แ่ตอนแข่งขันแล้ว ตอนนี้วางอยู่ตรงหน้าก็ไม่เกรงใจ เขมือบเข้าไปด้วยความเอร็ดอร่อย เขาเริ่มจากกินปลาดิบก่อน แล้วจึงซดน้ำแกงร้อน ทุกอย่างเป็ไปตามที่กรรมการทั้งสองกล่าวไว้ รสชาติติดตรึงใจยากจะลืมเลือน
เมื่อถึงแบบที่สามที่ใช้น้ำแกงร้อนลวกเนื้อปลา ลู่เต้าก็ยัดเข้าปากอย่างตะกละตะกลาม
หงฮวามองท่าทางการกินของลู่เต้าอย่างเพลิดเพลิน แล้วถามโดยไม่รู้ตัว “อร่อยหรือไม่”
“อร่อยมาก!” ลู่เต้าพูดเสียงอู้อี้ ปากเต็มไปด้วยเนื้อปลาและน้ำแกง
“เช่นนั้น…” หงฮวาใจกล้าถามอีกครั้ง “ต่อไปข้าจะทำอาหารให้ท่านกินทุกวันดีหรือไม่”
“จะเป็ไปได้อย่างไร” ลู่เต้ายิ้ม “ปลากระดี่มุกดำหาได้ทุกวันเสียที่ไหน ยิ่งไปกว่านั้น อีกสองวันข้าก็จะจากไปแล้ว”
“ท่านจะไปแล้วหรือ” หงฮวาใถามอย่างร้อนรน
“ใช่ เดิมทีข้าก็แค่ผ่านมาทางนี้ ไม่ได้คิดจะอยู่นาน ในเมื่อเื่ที่สัญญากับพี่ชายเ้าก็เสร็จสิ้นแล้ว ก็ถึงเวลาที่ข้าต้องจากไปแล้ว”
นางพยายามรั้งเขาไว้ด้วยความร้อนใจ “หากท่านชอบ ท่านอยากอยู่ที่นี่นานเท่าใดก็ได้!”
ลู่เต้าส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้ง “ขออภัย ข้ามีภาระหน้าที่ ไม่อาจอยู่ในเมืองัทมิฬนานเกินไปได้ แต่หากมีโอกาสผ่านมาในภายภาคหน้า ข้าจะแวะมาที่จวนของท่านอีก”
“จริงสิ” เขายิ้มสดใส แล้วหยิบห่อกระดาษสีเหลืองเล็กๆ ออกจากอกเสื้อมอบให้หงฮวา “มอบให้เ้า”
เป็ครั้งแรกที่หงฮวาได้รับของจากลู่เต้า นางรับมาด้วยความทะนุถนอม
“เปิดดูสิ”
หงฮวาทำตามคำสั่งของเขาแล้วเปิดห่อกระดาษออก ภายในมีลูกกวาดกลมสีขาวราวกับหิมะสามเม็ดที่นางไม่เข้าใจ “นี่คืออะไร”
“นี่คือ ‘ลูกกวาดบำรุงผิวพรรณ’ ถึงแม้ไม่อาจทำให้เ้ากลับมางดงามได้อย่างสมบูรณ์ แต่หลังจากกินแล้ว แผลเป็บนใบหน้าของเ้าจะหายไปหนึ่งวัน” ลู่เต้าอธิบายสรรพคุณของลูกกวาดทั้งสามเม็ดนี้
“จริงหรือ” หงฮวามองลูกกวาดตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ลู่เต้ากล่าว “หากโกหกเ้า ข้าจะเป็ลูกหมา แต่ลูกกวาดนี้มีค่ามาก ในมือข้ามีเพียงสามเม็ดเท่านั้น เ้าต้องใช้อย่างระมัดระวัง”
ค่ำวันนั้น หงฝูมอบป้ายผ่านเมืองประดาัให้ลู่เต้าตามสัญญา “นี่คือรางวัลตามที่ตกลงกันไว้”
ป้ายผ่านเมืองทำจากเหล็กกล้าดำ เมื่อลู่เต้ารับมาแล้วลองชั่งน้ำดู ก็เผลอพูดว่า “หนักจัง!”
หงฝูกล่าวด้วยความอาลัย “ท่านผู้มีพระคุณ…ท่านต้องไปจริงๆ หรือ หากท่านชอบ ท่านอยากอยู่ที่นี่นานเท่าใดก็ได้! ข้าหงฝูรับรองว่าจะไม่ลืมท่านผู้มีพระคุณอย่างแน่นอน”
ลู่เต้าเก็บป้ายไว้ แล้วปฏิเสธความหวังดีของเขาอย่างสุภาพ “ขออภัย ข้ามีภาระหน้าที่ จึงจำเป็ต้องจากไป”
ทว่าเมื่อลู่เต้ามองไปรอบๆ กลับไม่เห็นหงฮวาที่ไหนเลย “อาฮวาไปไหนหรือ ทำไมไม่เห็นนาง”
“ยายเด็กคนนั้นบอกว่าแข่งจนเหนื่อยล้า ขอไปพักผ่อนก่อน”
ภายในห้องของหงฮวายังคงจุดตะเกียง เด็กสาวไม่ได้หลับใหล แต่นั่งมองลูกกวาดบำรุงผิวพรรณสามเม็ดอยู่ที่โต๊ะอย่างเหม่อลอย นางยังคงลังเลใจอยู่
เช้าวันรุ่งขึ้น โจวเทียนหยวนกับเฉายวนิที่เสร็จธุระแล้วก็เดินออกมาจากหอชมจันทร์ และเตรียมจะจากไป
“จริงสิ เขายักษาก็อยู่ใกล้ๆ พวกเราไปเยี่ยมเยียนอู๋ฉาง…”
โจวเทียนหยวนที่คิดจะเปลี่ยนแผนกะทันหันถูกเฉายวนิมองด้วยสายตาเ็า จึงรีบกลืนคำพูดลงท้อง ทำราวกับว่าไม่ได้พูดอะไร จากนั้นทั้งสองก็ะโเบาๆ หายลับไปบนท้องฟ้า
ลู่เต้าที่ยืนพิงหน้าต่างในจวนสกุลหงมองเห็นทุกอย่างชัดเจน เห็นเพียงแสงสีขาวสองสายวาบผ่านบนท้องฟ้า แล้วกลิ่นอายแข็งแกร่งที่ปกคลุมเมืองัทมิฬพลันหายไป
ในที่สุดจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งทั้งสองก็จากไปแล้ว ลู่เต้าจึงไปไหนมาไหนในเมืองได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะเจอกับเฉายวนิอีก
“ไปกันเถอะ! พาสุนัขไปเดินเล่น!” ลู่เต้าสะพายกระเป๋าที่ห่อกระบี่อสูรด้วยผ้าใบ ก่อนมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบัทมิฬเป็หนสุดท้าย
หลังจากกระดูกพญาอสรพิษถูกทำลาย ก็หลงเหลือพลังอาฆาตอยู่มากมายแผ่กระจายไปทั่วทะเลสาบ หาก้าให้มันสลายไปอย่างสิ้นเชิง เกรงว่าต้องใช้เวลาหลายปี ภายใต้อิทธิพลของพลังชั่วร้ายเช่นนี้ จะต้องมีภูตผีปีศาจและสัตว์ประหลาดในน้ำกำเนิดขึ้นในความมืด หากปล่อยไว้ เกรงว่าจะมีผู้เคราะห์ร้ายเช่นเดียวกับเถ้าแก่ร้านน้ำชาอีก
โชคดีที่กระบี่อสูรดูดกลืนพลังชั่วร้าย พลังอาฆาต และพลังด้านลบเป็อาหาร การให้มันดูดซับพลังอาฆาตถือเป็การปาหินก้อนเดียวได้นกสองตัว
ลู่เต้าแกะผ้าใบออก แล้วประคองกระบี่อสูรที่บอบช้ำให้ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างระมัดระวัง ตัวกระบี่ที่เบี้ยวบิ่นทำให้มันดูน่าสงสารยิ่งนัก
“ไปเถอะ!”
กระบี่อสูรลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก พลังอาฆาตที่กระจายอยู่กลางอากาศเริ่มถูกดูดเข้าไปในตัวกระบี่อย่างช้าๆ
พลังอาฆาตที่กระจายอยู่บนทะเลสาบมีมากมาย หาก้าให้ฉิวหมัวซึมซับจนหมด เกรงว่าต้องใช้เวลาไม่น้อย
“เอ๊ะ นั่นอะไรหรือ”
ขณะที่ลู่เต้ากำลังคิดว่าจะฆ่าเวลา่นี้เช่นไร ก็เหลือบไปเห็นแสงสว่างวาบขึ้นที่ก้นทะเลสาบไกลๆ ซึ่งตำแหน่งนั้นอยู่ใกล้กับต้นไม้ัพอดี
ไป๋เสียยืดจิตออกไปยังจุดที่แสงสว่างส่องขึ้น ััได้ถึงพลังิญญาที่เล็ดลอดออกมาอย่างเลือนราง จึงสั่งลู่เต้า “ไปดู”
ลู่เต้าพยักหน้า แล้วขอยืมเรือชาวประมงแถวนั้นพายไปยังจุดที่แสงวาบขึ้นกลางทะเลสาบ เมื่อมาถึงจุดหมาย เขาก็ยื่นหน้าลงไปในน้ำ ที่ก้นทะเลสาบมีก้อนหินหลายก้อนส่องแสงระยิบระยับเหมือนชีพจร
“โอ้? ดูเหมือนว่าโชคของเ้าจะดีขึ้นเพราะได้รับอิทธิพลจากหงฝู” ไป๋เสียเร่งเร้า “เร็วเข้า! ตักหินพวกนั้นขึ้นมาจากก้นทะเลสาบ!”
ลู่เต้าไม่พูดพร่ำทำเพลง ะโลงไปในน้ำ แล้วดำลงไปที่ก้นทะเลสาบ เมื่อเขาโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง ในอ้อมแขนก็เต็มไปด้วยหินที่ส่องแสงอยู่สิบกว่าก้อน
หินเหล่านี้ล้วนทอประกายแสงระยิบ แต่มีเพียงก้อนเดียวที่ดูจะเจิดจ้าเป็พิเศษ
