หุบเขาเสินหนงตั้งอยู่ภายในอาณาจักรเทียนเหยียน โดยมีระยะห่างจากเมืองจิ้นหยางถึงสิบกว่าวันเดินทางและไม่ได้อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของราชวงศ์ตระกูลจวิน
หลังจากที่ออกมาจากเมืองจิ้นหยางแล้วเข้าสู่ป่าเขา จวินจิ่วเฉินกับกูเฟยเยี่ยนจึงเปลี่ยนมาใช้ม้าแทน พวกเขาไม่นั่งรถม้าอีกแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะเดินทางผ่านเส้นทางูเา ทว่าก็ยังใช้เวลาถึงเจ็ดวันเต็มๆ จึงจะไปถึงหุบเขาเสินหนง
ในระหว่างทางจวินจิ่วเฉินนั้นเงียบมาก หากไม่ใช่เื่สำคัญกูเฟยเยี่ยนก็จะไม่กล้าที่จะริเริ่มพูดคุยกับเขา โดยปกติแล้วกูเฟยเยี่ยนไม่ใช่คนช่างพูดแต่ก็ไม่ใช่คนเงียบขรึมเช่นกัน หมางจ้งปรากฏตัวบ้างเป็พักๆ ระยะเวลาเจ็ดวันเต็มๆ แทบจะทำให้นางอึดอัดตายแล้ว นางแอบคิดว่าจิ้งหวางเตี้ยนเซี่ยดีทุกอย่างยกเว้นความน่าเบื่อหน่ายนี้
เที่ยงตรงวันนี้กูเฟยเยี่ยนกับจวินจิ่วเฉินก็ได้ลงจากม้าหน้าประตูศิลาขนาดใหญ่ทางเข้าหุบเขาเสินหนง
ประตูศิลาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านยิ่งใหญ่ไพศาลนัก เมื่อเทียบกับประตูเมืองหลวงแล้วเหนือชั้นกว่าอย่างไม่สามารถเปรียบเทียบได้ บัดนี้มีผู้คนมากมายเดินทางเข้ามาในหุบเขา มีทั้งผู้ที่มาคนเดียวและผู้ที่มาเป็กลุ่มสองสามคน อีกทั้งยังมีนักธุรกิจมากมายรายล้อมอยู่ภายใน
ผู้ที่มาหุบเขาเสินหนงมีอยู่สองประเภท ประเภทที่หนึ่งคือผู้ที่ตามหายาสมุนไพรมารักษาโรค อีกประเภทหนึ่งคือพ่อค้ารายใหญ่และพ่อค้ารายย่อยที่มาซื้อสมุนไพร
จวินจิ่วเฉินกับกูเฟยเยี่ยนปลอมเป็ผู้ที่มาตามหายาสมุนไพร จวินจิ่วเฉินสวมใส่ชุดลำลองสีขาว รูปร่างงดงามโดดเด่นราวกับเป็ท่านชายตระกูลสูงศักดิ์ ในส่วนของกูเฟยเยี่ยนนั้นสวมใส่อาภรณ์ธรรมดาสีเขียวราวกับสาวใช้ ถ้าพูดให้ถูกต้องก็คือนางปลอมตัวเป็หญิงรับใช้นั่นเอง
“ท่านชาย พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
กูเฟยเยี่ยนเปลี่ยนคำเรียกชื่อ นางแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว
ซึ่งในขณะเดียวกัน หวางเป่าติงน้อยที่ห้อยอยู่บริเวณเอวก็เหมือนจะได้รับการกระตุ้นจากอะไรบางอย่าง จู่ๆ มันก็ลอยขึ้นมาราวกับว่า้าบินลอยออกไป
กูเฟยเยี่ยนใมาก นางรีบคว้ามันเอาไว้!
หลังจากที่หวางเป่าติงกลับไปอยู่ที่เอวเช่นเดิม มันก็พุ่งตรงไปทางด้านหน้าด้วยพลังมหาศาล พลังนี้มากจนแทบจะลากกูเฟยเยี่ยนไปได้เลย
กูเฟยเยี่ยนรีบคว้ามันไว้ด้วยความร้อนใจพลางใช้จิตสมาธิตักเตือน “นังหนูน้อย เ้าประพฤติตัวให้สงบเรียบร้อยหน่อย เ้าถูกนายก้อนน้ำแข็งเหม็นค้นพบเข้าแล้ว หากว่าถูกจิ้งหวางเตี้ยนเซี่ยค้นพบอีก ข้าอาจจะปกป้องเ้าไว้ไม่ได้นะ! ”
จวินจิ่วเฉินเดินตรงไปข้างหน้าแล้วจึงไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของหวางเป่าติง ครั้นกูเฟยเยี่ยนแน่ใจว่าหวางเป่าติงสงบลงแล้วนางจึงถอนหายใจออกมาก่อนจะรีบตามขึ้นไป
ต่อจากประตูศิลาหุบเขาเสินหนงก็คือทางที่เส้นทอดยาวออกไประหว่างูเา ้าคับแคบ ด้านล่างกว้างขวาง ภายในมืดครึ้มและหนาวเย็นมาก เมื่อเงยหน้าขึ้นไปไม่อาจมองเห็นท้องฟ้าทั้งหมดได้ สิ่งที่มองเห็นมีเพียงแค่รอยแยกเล็กๆ เท่านั้น
กูเฟยเยี่ยนก้าวเดินพลางครุ่นคิดว่าเ้าสำนักหุบเขาเสินหนงเลือกสถานที่ได้ดีมาก สถานที่แห่งนี้ง่ายต่อการป้องกัน ยากต่อการโจมตี หากมีาแล้วปิดเส้นทางนี้ลง ต่อให้เป็กองทัพที่แข็งแกร่งก็ยากที่จะโจมตีได้
ทางแคบเส้นทางนี้มีหน้าผาสูงชันขนาบข้างซ้ายขวา และปราศจากต้นหญ้าต้นสมุนไพร กูเฟยเยี่ยนคิดพลางเดินตรงเข้าไปด้านใน เมื่อผ่านทางระหว่างูเามานางก็ตกตะลึงตาค้าง
สายตาของนางมองเห็นถึงรูปปั้นเสินหนงซื่อ เทพเ้าแห่งสมุนไพร ตั้งตระหง่านสูงเด่นอยู่ตรงหน้า รูปปั้นนี้มีศีรษะเป็วัว รูปร่างเป็คน ความสูงมากกว่าสามจั้ง เรียกได้ว่าสูงจากพื้นดินไปจนถึงสรวง์ ในส่วนของแสงรัศมีที่เปล่งประกายออกมานั้นกว้างไกลและทำให้เกิดความน่าสะพรึงกลัว เมื่อไปยืนอยู่ข้างรูปปั้นแล้วจะรู้สึกได้ถึงความตัวเล็กกระจ้อยร่อยราวกับว่าอยู่ภายใตู้เา
แขน ขา แม้กระทั่งใบหน้าของรูปปั้นเทพเ้าล้วนเต็มไปด้วยเถาวัลย์ โดยเฉพาะบริเวณร่างกายที่ถูกปกคลุมไปด้วยพุ่มไม้เขียวชอุ่มมากมายจนมองไม่เห็นรูปปั้นที่เป็หิน ยามนี้มีเพียงแค่สีเขียวมรกตที่ปกคลุมไปทั่ว
รูปปั้นมีขนาดที่สูงมาก กูเฟยเยี่ยนทำได้เพียงวินิจฉัยเถาวัลย์สมุนไพรออกมาได้ไม่กี่ชนิดเท่านั้น ที่เหลือนางแทบจะมองไม่ออกว่าเป็สิ่งใด สำหรับเถาวัลย์สมุนไพรสองสามชนิดที่นางวินิจฉัยออกมานั้นล้วนเป็สมุนไพรที่ควรค่าแก่การทะนุถนอมมากเพราะไม่ได้พบเจอได้ทั่วไป
ต่อจากรูปปั้นศิลาเสินหนงก็คือตลาดสมุนไพรที่มีความคึกคักที่สุดของหุบเขาเสินหนง ภายในมีร้านค้าแผงลอยอย่างน้อยห้าร้อยร้าน สมุนไพรที่วางขายมีมากมายหลากหลายชนิด ผู้ที่มาตั้งร้านค้าขายที่นี่บางคนเป็ชาวบ้านดั้งเดิมในหุบเขา บางคนเป็ผู้ที่มาค้าขายจากด้านนอก ภายในตลาดนี้ส่วนใหญ่ค้าขายสมุนไพรที่พบเจอได้ทั่วไป แน่นอนว่าบางครั้งก็จะมีสมุนไพรแปลกปรากฏขึ้นมาที่แม้แต่คนขายก็ยังไม่รู้จัก
สนามประมูลที่แท้จริงของหุบเขาเสินหนงไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่อยู่บนยอดเขาทั้งสี่ด้าน
ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ทั้งสี่ทิศนี้มีูเาขนาดใหญ่และเป็ศูนย์รวบรวมสมุนไพร
ยอดเขาทิศตะวันออกและทิศตะวันตกต่างก็เป็สนามประมูลสมุนไพร ในหนึ่งวันมีการประมูลทั้งหมดสี่ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น และกลางคืน สมุนไพรที่ทำการประมูลต่างก็เป็สมุนไพรที่พบเจอได้ยาก ยอดเขาทิศใต้เป็สนามรางวัลสมุนไพร ยอดเขาทิศเหนือเป็ูเาที่สูงชันและอันตรายที่สุด มีไว้เพื่อรักษาการณ์ป่าเขาอย่างกวดขัน ว่ากันว่าเ้าสำนักหุบเขาเสินหนงอาศัยอย่างสันโดษอยู่ภายในนั้น
ก่อนที่กูเฟยเยี่ยนจะมาที่นี่ นางสืบหาข้อมูลมาก่อนแล้ว แม้ว่าสิบปีมานี้หุบเขาเสินหนงจะมีชื่อเสียงเป็อย่างมาก แต่ว่าเ้าสำนักผู้นี้กลับถ่อมตนอย่างผิดแปลก อย่าว่าแต่ผู้คนภายนอกเลย เพราะแม้แต่ผู้คนมากมายภายในหุบเขาเสินหนงก็ยังไม่เคยได้พานพบเจอเขามาก่อน
กูเฟยเยี่ยนมองไปที่ตลาดสมุนไพรหนึ่งรอบ ความสนใจของนางตกไปอยู่ที่ป่าไม้โดยรอบตั้งนานแล้ว
ูเาราบแห่งนี้เต็มไปด้วยทุ่งสมุนไพร! อากาศภายในอบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรที่ยากจะมองข้ามได้!
ความรู้สึกแบบนี้ คุ้นเคยเป็อย่างมาก!
มิน่าล่ะตอนที่อยู่หน้าประตูหวางเป่าติงถึงได้ตื่นเต้นถึงเพียงนั้น มันคงจะไม่เข้าใจผิดคิดว่าพวกเราได้กลับบ้านแล้วใช่หรือไม่?
เห็นได้ชัดว่ากูเฟยเยี่ยนชังท่านอาจารย์อาภรณ์ขาวแล้ว แต่เมื่อนึกถึงขึ้นมานางก็รู้สึกโศกเศร้า
นางหลับตาพลันเงยหน้าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ปล่อยให้สายลมเล็กน้อยภายในหุบเขาพัดพาไป แล้วให้ความรู้สึกคุ้นเคยพัดพาเข้ามา
ท่านอาจารย์อาภรณ์ขาว หลังจากที่เยี่ยนเอ๋อร์จากมา ท่านสบายดีหรือไม่? ท่านจะคิดถึงเยี่ยนเอ๋อร์หรือไม่?
ในขณะเดียวกัน จวินจิ่วเฉินก็หยุดเดินกะทันหัน เขาแหงนศีรษะไปมองรูปปั้นเทพเ้าเสินหนง ไม่นานสีหน้าก็ปรากฏถึงความเคารพและความยำเกรงที่น้อยคนนักจะเคยพบเห็น
ผ่าน่เวลาหนึ่ง เขาจึงเอ่ยออกมา “แพทย์หญิงกู เ้าเคยได้ยินตำนานของหุบเขาเสินหนงหรือไม่?”
กูเฟยเยี่ยนได้สติกลับมา นางเกิดความประหลาดใจมากทีเดียว “หุบเขาเสินหนงมีตำนานด้วยหรือเพคะ?”
เมื่อจวินจิ่วเฉินได้ยินเช่นนี้จึงเล่าเื่ที่มาที่ไปของชื่อหุบเขาเสินหนงและรูปปั้นเทพเ้าเสินหนงซื่อที่อยู่ตรงหน้าให้นางฟัง
ตำนานเล่าขานกันว่าเมื่อพันปีก่อน ดินแดนเสวียนคงมีาวุ่นวายเกิดขึ้น มีผู้คนาเ็ล้มตายมากมาย ความโศกเศร้าและโรคระบาดปรากฏตัวขึ้น ภายในหุบเขาแห่งนี้มีอัคคีเทพแห่งสรวง์ ท่านคืออาจารย์แพทย์ที่สวมใส่อาภรณ์ขาวผู้ลึกลับที่นำทองแดงสัมฤทธิ์ในยุคามาหล่อหลอมเป็เสินหนงติ่ง [1] โดยที่ตัวเขาเองได้สละชีพะโเข้าหากองเพลิงเพื่อช่วยผู้คนบนโลกนี้ให้พ้นจากความทุกข์
ผู้คนบนโลกนี้ไม่ทราบว่าอาจารย์แพทย์อาภรณ์ขาวเป็ใคร พวกเขาจึงคิดว่าเขาคือเสินหนงซื่อ เทพเ้าแห่งยาสมุนไพรที่ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ดังนั้นจึงหล่อหลอมรูปปั้นเทพเ้าขึ้นมาเพื่อเป็การรำลึกถึง แล้วเปลี่ยนชื่อหุบเขามาเป็หุบเขาเสินหนง
อันที่จริงตำนานมีหลายรูปแบบ แต่โดยพื้นฐานแล้วไม่ต่างกันมากนัก ระยะเวลาผ่านมาพันกว่าปีแล้ว ปัจจุบันนี้ไม่มีผู้ใดทราบความจริงที่แน่นอน และไม่มีผู้ใดไปตามหาเสินหนงติ่งในตอนนั้นอีกด้วย
เสินหนงติ่ง…
กูเฟยเยี่ยนพึมพำอยู่คนเดียวพลันคว้าไปที่หวางเป่าติงโดยไม่รู้ตัว นางรู้สึกไม่สบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก ทว่าก็มองข้ามไปอย่างรวดเร็ว
ตำนานเมื่อพันปีก่อนจะมีความเกี่ยวข้องกับท่านอาจารย์อาภรณ์ขาวได้อย่างไรกัน
ตัวนางเองยังคิดว่าความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นนั้นน่าขันสิ้นดี
นางถามด้วยความจริงจัง “เตี้ยนเซี่ย หุบเขาเสินหนงมีตำนานพันปี ที่นี่คงจะมีประวัติศาสตร์พันปีใช่หรือไม่เพคะ? ”
จวินจิ่วเฉินจึงหันไปมองูเาทิศเหนือที่เป็ที่พักอาศัยของเ้าสำนักพลางกล่าวขึ้นว่า “มีประวัติศาสตร์นับพันปีจริงๆ แม้ว่าจะผ่านมาแล้วพันปีแต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนการปกครอง ทุกวันนี้ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตระกูลหนึ่ง
กูเฟยเยี่ยนตื่นตระหนกใมาก นางทราบว่าหุบเขาเสินหนงมีรากฐานที่ค่อนข้างจะลึก แต่คิดไม่ถึงว่าจะลึกถึงเพียงนี้ ตระกูลภายในดินแดนเสวียนคงที่สามารถยืนหยัดมาได้นับพันปีมีน้อยจนสามารถนับได้! แม้แต่ตระกูลจวินกับตระกูลฉีที่เป็ครอบครัวตระกูลขุนนางยังมีประวัติศาสตร์การก่อตั้งมาได้เพียงแค่สองสามร้อยปีเท่านั้น
ด้วยรากฐานที่มั่นคงเช่นนี้ บวกกับการดำเนินงานภายนอกตลอดสิบปีมานี้ เกรงว่าหุบเขาเล็กๆ แห่งนี้จะร่ำรวยเทียบเท่าเมืองต่างๆ ได้เลย
ใครจะไปอยากมีศัตรูที่ทรงพลังเช่นนี้กัน? อีกทั้งใครจะไปอยากถูกศัตรูที่ทรงพลังเช่นนี้จับจ้องบ้าง?
หากว่าจิ้งจอกเฒ่าเป็ผู้ควบคุมงานในหุบเขาเสินหนง เช่นนั้นเื่นี้ก็…เกิดความยุ่งยากแล้ว!
กูเฟยเยี่ยนตกตะลึงตาค้าง แต่จวินจิ่วเฉินกลับสงบนิ่ง “ไปเถอะ ไปสนามรางวัล…”
——————
เชิงอรรถ
[1] เสินหนงติ่ง หมายถึง หม้อปรุงยาเซียนที่หล่อหลอมมาจากทองแดงสัมฤทธิ์ในยุคา