ณ จวนตระกูลเจียง
หลังจากอวี้จิ่นออกเรือนแต่งเข้าตระกูลฟู่ ลูกสะใภ้ของตระกูลเจียงอย่างจ้าวเจียเฟย ก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชาย ซึ่งในอนาคตเขาขคือผู้สืบทอดตระกูลเจียงต่อจากบิดา ชื่อของหลานชายฮ่องเต้ผู้เป็เสด็จตา ประทานนามให้ว่า ‘ข่ายเหวิน’ หมายถึง ผู้ชนะและมีความรู้ และชื่อนี้ก็เข้ากับลักษณะนิสัยของเ้าตัวน้อยได้เป็อย่างดี
นอกจากมารดาจะเป็ที่โปรดปรานแล้ว เมื่อให้กำเนิดหลานชายย่อมได้รับความโปรดปราน ไม่ต่างจากผู้เป็มารดาเช่นกัน สร้างความอิจฉาริษยาให้กับองค์ชายองค์หญิงที่มีหลานให้กับฮ่องเต้ องค์ชายองค์หญิงที่รู้จักประมาณตน จะอบรมสั่งสอนบุตรของตนให้รักญาติพี่น้อง แต่สำหรับคนที่จิตใจดำมืดเกินเยียวยา ย่อมสั่งสอนและปลูกฝังความริษยาลงในจิตใจของบุตร
ตระกูลเจียงมีทายาทแล้ว ทางด้านตระกูลฟู่จะไม่มีได้อย่างไร หลังจากเจียงข่ายเหวินอายุได้สองหนาว อวี้จิ่นแต่งเข้าจวนฟู่ได้ครึ่งปีก็ตั้งครรค์ และให้กำเนิดบุตรสาวนามว่าฟู่เจียฉี หากจะกล่าวว่าญาติผู้พี่เจียงข่ายเหวินหล่อเหลาั้แ่เยาว์วัย ญาติผู้น้องอย่างฟู่เจียฉีจะน้อยหน้าได้หรือ
เด็กหญิงเกิดมาพร้อมกับดวงหน้ารูปหยดน้ำ จมูกโด่งได้รูปรับกับใบหน้า ริมฝีปากอิ่มเอิบดั่งผลอิงเถา เป็ที่รักและหวงแหนของท่านปู่ และบิดาอย่างฟู่หลงเหยียนอย่างที่สุด ที่สำคัญฟู่เจียฉียังฉลาดหลักแหลม ได้ความซุกซนจากมารดา แต่จิตใจมีเมตตากับผู้ตกทุกข์ได้ยาก และได้ความเด็ดขาดจากบิดายามลงโทษคนทำผิด
ดังนั้นเมื่อญาติผู้พี่อายุหกหนาว และญาติผู้น้องอายุสี่หนาว ที่รักใคร่ได้มาเจอกันทีไรจะไม่เกิดเื่ นั่นย่อมเป็ข่ายเหวินกับเจียฉีตัวปลอม ด้วยความเป็ห่วงบุตรสาวเสียเหลือเกิน แม้บุตรสาวจะฉลาดเกินอายุ แต่ฟู่หลงเหยียนเกรงว่าจะมีเด็กโตมารังแก จึงให้ฟู่เจียฉีพกยาพิษหลายอย่างติดตัว
“เ้าห่อกระดาษพวกนี้คืออันใดหรือเ้าคะท่านพ่อ?”
“มันคือยาพิษที่ไม่ทำให้ถึงตาย แต่ก็เ็ปทรมานเหมือนตายทั้งเป็ ฉีเอ๋อร์ต้องพกติดตัวเอาไว้นะลูก หากเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นกับเ้า อย่างน้อยเ้ายาพิษพวกนี้ก็มีประโยชน์ สามารถช่วยให้เ้าหนีรอดได้” ฟู่หลงเหยียนสอนบุตรสาวด้วยน้ำเสียงเข้มงวด
“เ้าค่ะ ฉีเอ๋อร์จดจำคำสอนของท่านพ่อได้ทั้งหมด ถ้าหากใครกล้ารังแกหรือกลั่นแกล้งลูก จะต้องถูกฉีเอ๋อร์ลงโทษอย่างแน่นอนเ้าค่ะ”
“เก่งมากฉีเอ๋อร์ของพ่อ แล้วท่าป้องกันตัวที่ท่านแม่สอนให้เ้า ฝึกจนคล่องแล้วหรือไม่ ฮึ”
“ท่านพ่อไม่ต้องห่วงเ้าค่ะ ฉีเอ๋อร์ฝึกทุกวันจนคล่องแล้ว และความเร็วก็เพิ่มขึ้นกว่าเดิมด้วยเ้าค่ะ” ฟู่เจียฉีฝึกท่าต่อยมวยที่อวี้จิ่นนำมาสอนบุตรสาว เพราะนางไม่้าให้บุตรสาว เป็ฝ่ายถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียว
“เยี่ยมมาก พวกเรารีบไปรับท่านแม่ที่เรือนกันดีกว่า ตอนนี้ยังมีน้องชายอยู่ในท้องใกล้จะคลอดแล้ว ประเดี๋ยวพวกเราจะไปทานอาหารที่จวนท่านตาของลูก” ฟู่หลงเหยียนมิได้เลี้ยงดูบุตรสาวเช่นจวนอื่น แม้จะมีเสียงนกเสียงกาว่าเขาตามใจบุตรสาว แต่นั่นก็แค่ที่พวกเขาเห็นยามอยู่นอกจวนเท่านั้น
“เย้ ๆ ๆ จะได้เล่นกับเหวินเกอแล้ว ท่านพ่อพวกเรารีบไปรับท่านแม่กันเถิดเ้าค่ะ” ฟู่เจียฉีชอบมากยามไปจวนท่านตา เพราะเด็กน้อยชอบชักชวนญาติผู้พี่ ให้เล่นต่อสู้ประชันฝีมือ ทั้ง ๆ ที่ตนเองถือดาบไม้แทบไม่ไหว
ฟู่หลงเหยียนเห็นท่าทางดีใจของบุตรสาว ก็อดยิ้มเอ็นดูไม่ได้ นอกจากฟู่เจียฉีจะเป็ที่รักของครอบครัวแล้ว เด็กน้อยยังเป็ที่รักของชาวบ้าน ยามติดตามมารดาไปยังตำหนักทำนายดวงชะตา
รถม้าของจวนฟู่นำครอบครัวเล็ก ๆ มาทานอาหารกับครอบครัวภรรยา พวกเขาจะทำเช่นนี้เดือนละสองครั้ง เพื่อให้บุตรหลานรักใคร่กลมเกลียวไม่ห่างเหินกัน
ศีรษะเล็ก ๆ โผล่ออกจากหน้าต่างของรถม้า เพื่อะโเรียกท่านตาท่านยายที่ยืนรออยู่หน้าจวน เสียงของเด็กน้อยฟังอย่างไรก็ไพเราะ
“ท่านตาท่านยาย! ฉีเอ๋อร์มาแล้วเ้าค่า”
“ไอหยา ฉีเอ๋อร์ของตามาถึงแล้วรึ” แม่ทัพใหญ่เอ็นดูหลานสาวคนนี้ยิ่งนัก เพราะชอบออดอ้อนเก่งเกินผู้ใด
“ฉีเอ๋อร์ของยายโตขึ้นอีกนิดหรือไม่นะ ฮึ” จางฮูหยินก็ไม่ต่างจากสามีนัก และมักจะตัดเย็บเสื้อผ้าให้หลานสาวคนนี้ จนแทบจะล้นตู้เก็บเสื้อผ้าของเด็กน้อยแล้ว
“ฉีเอ๋อร์คารวะท่านตาท่านยาย ท่านลุงและท่านป้าสะใภ้เ้าค่ะ แล้วเหวินเกออยู่ที่ใดหรือเ้าคะท่านลุง” ฟู่เจียฉีทำความเคารพผู้าุโเสร็จ สายตาก็มองหาญาติผู้พี่ทันที
“จิ่นเอ๋อร์คารวะท่านพ่อท่านแม่เ้าค่ะ พี่ใหญ่พี่สะใภ้”
“คารวะท่านพ่อตา ท่านแม่ยาย ถวายบังคมองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ”
“ฉีเอ๋อร์เข้าไปด้านในก่อนเถิดหลานรัก ตอนนี้เหวินเกอกำลังเรียนตำรากับท่านอาจารย์ อีกไม่นานก็เรียนเสร็จแล้วล่ะ” เจียงหยวนตอบหลานสาว ที่ชอบทำตัวติดบุตรชายของตน เพื่ออยากเล่นการต่อสู้ทุกครั้งที่ได้เจอ
“อ่อ เ้าค่ะท่านลุงฉีเอ๋อร์รอได้เ้าค่ะ”
เมื่อเข้ามาถึงห้องรับแขกผู้มาเยือน จึงทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่า หรือท่านยายทวดของฟู่เจียฉี ที่วันนี้มาร่วมทานอาหารกับลูกหลาน และฮูหยินผู้เฒ่ายังคงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ต่างจากจวนอื่น ๆ ที่ไม่ค่อยออกไปนอกจวนเพื่อเดินเล่นแล้ว
ระหว่างนั่งสนทนากันในห้องรับแขก ฟู่เจียฉีก็เล่นกับญาติผู้พี่ที่อายุน้อยกว่าตน ซึ่งเป็บุตรคนที่สองของเจียงหยวน ก็คือเจียงเหม่ยหลิงคนนี้เป็บุตรสาว หน้าตาจิ้มลิ้มมีแววจะงดงามเช่นมารดายามเติบโต เจียงหยวนจึงมีความคิดที่จะไว้หนวดขึ้นมา
เมื่อใกล้ถึงเวลาอาหารมื้อกลางวัน เจียงข่ายเหวินก็มาพบทุกคนยังห้องรับแขก และทำความเคารพผู้ใหญ่ ด้วยท่าทางผึ่งผายดั่งชายชาติทหาร แต่พอได้ยินเสียงญาติผู้น้องเรียก ท่าทางนั้นกลับหายไปเสียอย่างนั้น เขากลายเป็พี่ชายที่อ่อนโยนกับน้อง ๆ ทันที
“เหวินเกอ! คารวะเหวินเกอเ้าค่ะ ในที่สุดท่านก็เรียนเสร็จเสียที”
“ฉีเอ๋อร์มาถึงที่นี่นานแล้วหรือ ใยไม่ไปตามพี่ที่ศาลาผิงจิ้งเล่า” เจียงข่ายเหวินเปลี่ยนน้ำเสียงอ่อนลง เมื่อพูดคุยกับญาติผู้น้องคนนี้
“ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ เหวินเกอกำลังตั้งใจท่องตำรา ฉีเอ๋อร์จะไปรบกวนไม่ได้เด็ดขาด ท่านแม่บอกว่าการท่องตำราต้องใช้สมาธิมาก เพราะฉีเอ๋อร์ก็ไม่ให้มารบกวนเวลาท่องตำราเช่นกันเ้าค่ะ” เด็กน้อยช่างจ้อตอบคำถามญาติผู้พี่
คำพูดของเด็กน้อยอายุย่างห้าหนาว ช่างน่าชื่นชมรู้จักว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ เข้าใจผู้อื่นประหนึ่งตนเองโตเป็ผู้ใหญ่ การอบรมสั่งสอนของฟู่หลงเหยียนและอวี้จิ่น ย่อมไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ ในเมื่อเหวินเกอของฉีเอ๋อร์มาแล้ว พวกเราไปทานอาหารกันเถิด วันนี้มีของโปรดทุกคนเลยนะ” จางฮูหยินเกรงว่าเด็ก ๆ จะหิวจึงชักชวนย้ายไปยังห้องทานอาหารแทน
“เหวินเกอพวกเราต้องทานให้มาก จะได้มีแรงมาเล่นต่อสู้กัน ครั้งนี้ฉีเอ๋อร์จะต้องเป็ฝ่ายชนะได้แน่เ้าค่ะ หึ” ฟู่เจียฉีไม่พูดเปล่ายังยกกำปั้นน้อย ๆ ของตน ชูขึ้นให้ญาติผู้พี่ได้ดูว่าตนเองแข็งแรงกว่าเดิม
“หึ แล้วพี่จะคอยดูฝีมือของเ้า ไปเถิดท้องเ้าร้องเรียกหาอาหารแล้วมิใช่รึ” เจียงข่ายเหวินรักญาติผู้น้องคนนี้ ดั่งน้องสาวที่คลานตามกันมา ไม่ว่าฟู่เจียฉีจะทำสิ่งใดผิด เขาจะออกหน้าปกป้องรับผิดแทนนางเสมอ แต่คนเป็น้องก็ใช่ว่าจะยอม ทั้งสองจึงรับโทษพร้อมกันบ่อย ๆ
การทานอาหารมื้อกลางวันของจวนแม่ทัพใหญ่ เป็ไปอย่างอบอุ่นสนุกสนาน แต่ด้านนอกจวนในตรอกแห่งหนึ่ง มีกลุ่มชายฉกรรจ์สี่ถึงห้าคน กำลังเฝ้ารอโอกาสเพื่อจับตัวสองพี่น้อง ตามคำสั่งจากพระชายาเอกตำหนักองค์ชายเจ็ด เนื่องจากโอรสของพระชายาเอก ไม่เป็ที่โปรดปรานเท่าบุตรชายขององค์หญิงใหญ่ ความริษยานี้จึงเก็บเอาไว้ไม่อยู่ จึงให้นางกำนัลคนสนิทส่งข่าวถึงมารดา และส่งคนมากำจัดเจียงข่ายเหวิน
“นี่ซานถูเ้าแน่ใจได้อย่างไร ว่าเด็กสองคนนั่นจะออกจากจวน”
“เ้าจะถามไปทำไมปู้เหอ”
“โธ่ ข้าก็อยากถามเพื่อความแน่ใจ พวกเรามากันแค่ห้าคน เ้าคิดว่าจะขวางองครักษ์ที่ติดตามมาได้งั้นรึ” ปู้เหอหมั่นไส้สหายของตน ที่ทำท่ามั่นอกมั่นใจว่างานจะสำเร็จ
“หึ ข้าเคยสังเกตหลายครั้งแล้ว ยามเด็กสองคนนั่นออกมาเดินเล่นในตลาด จะมีองครักษ์ติดตามแค่สองคนเท่านั้น พวกเรามีถึงห้าจะดึงความสนใจและขัดขวางไม่สำเร็จได้รึ” ซานถูตอบสหายอย่างมั่นใจ
“อ้อ ที่แท้ก็เพราะแบบนี้เ้าถึงได้มั่นใจนัก แต่ครั้งนี้พระชายามิได้บอกให้นายท่านรับรู้ เ้าว่าจะเกิดปัญหาตามหรือไม่ซานถู”
“อืม เื่นี้ข้าก็ไม่แน่ใจนัก แต่ฮูหยินเอกรับปากว่าไม่มีปัญหา นางคงมีวิธีบอกกับนายท่านเองกระมัง” ซานถูได้ยินคำถามนี้ของปู้เหอ เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าฮูหยินเอกบอกเอง ด้านใต้เท้าหลีนางจะจัดการเอง
ซานถูกับปู้เหอรวมลูกน้องอีกสามคน ยังคงคอยเฝ้ารอสองพี่น้องอย่างใจเย็น เพราะข่ายเหวินและเจียฉีกำลังตกลงกันว่า จะเล่นต่อสู้หรือขออนุญาตมารดา ไปร้านขายขนมร้านโปรดดี แต่คนเป็พี่ชายย่อมให้น้องสาวเป็คนตัดสินใจ ซึ่งเจียฉีตัดสินใจไปร้านขนม ก่อนจะวิ่งเข้าไปยังห้องรับแขกอีกครั้ง เพื่อขออนุญาตบิดากับมารดาของตน
“ท่านแม่เ้าขา”
“หืม เสียงเช่นนี้ของฉีเอ๋อร์เรียกหามารดา คงจะขอพาพี่ชายออกไปร้านขนมอีกตามเคยกระมัง” เจียงหยวนพูดพลางมองไปทางอวี้จิ่น ที่ยามนี้ส่ายหน้ารอบุตรสาวจอมซนแล้ว
“ท่านแม่เ้าคะ ฉีเอ๋อร์ขอพาเหวินเกอไปร้านขนมได้หรือไม่ ฉีเอ๋อร์กับเหวินเกอไม่ได้กินขนมหลายวันแล้วเ้าค่ะ” อวี้จิ่นพิจารณารูปร่างของบุตรสาว กับคำว่าไม่ได้กินขนมมาหลายวัน มันช่างย้อนแย้งกันเสียเหลือเกิน
“โอ้ ฉีเฮ๋อร์ไม่ได้กินขนมมาหลายวันแล้วหรือนี้ แย่จังเลยสาวใช้ที่จวนไปซื้อขนมมากินหรือนี่ สงสัยแม่คงต้องลงโทษพวกนางแล้วกระมัง”
“แหะ ๆ ๆ ท่านแม่ให้ฉีเอ๋อร์ไปนะเ้าคะ”
หมับ!! วูบ!
“นะ ๆ ๆ ท่านแม่”
อวี้จิ่นหยุดชะงักเมื่อบุตรสาวจับมือของนาง เพื่อออดอ้อนให้ได้ออกไปร้านขนมชื่อดังในตลาด อาการหยุดชะงักของนาง เรียกความสนใจจากทุกคนได้ทันที ภาพที่อวี้จิ่นเห็นคือบุรุษกลุ่มหนึ่ง เข้ามาหาเื่กับตงลู่และไฮ่ผิง ขณะที่เด็กทั้งสองกำลังเลือกซื้อขนม จนเกิดความวุ่นวายและฉวยโอกาสนี้ ลักพาตัวบุตรหลานของนางไป คนกลุ่มนี้นำเด็กทั้งสองออกไปยังชายป่านอกเมืองหลวง ก่อนจะลงมือสังหารอย่างเืเย็น
“จิ่นเอ๋อร์ หายใจเข้าลึก ๆ อย่าได้เป็กังวล”
“ใช่แล้วน้องพี่เ้าทำตามที่อาเหยียนบอก ตอนนี้เ้ามีท่านพ่อมีพี่ใหญ่ไหนจะอาเหยียนสามีของเ้า พวกเราล้วนปกป้องเ้าและหลานได้นะ” เจียงหยวนพยายามปลอบอวี้จิ่น เพราะไม่อยากให้เื่ที่นางเห็น ต้องกระทบหลานอีกคนในครรภ์
ฟืดดดด ฟู่ว์
“ท่านแม่เป็อะไรไปหรือเ้าคะ ไม่สบายที่ใดฉีเอ๋อร์จะได้นำยามาให้ท่านแม่ได้ถูกเ้าค่ะ” ฟู่เจียฉีเห็นบิดาและท่านลุง มีน้ำเสียงเป็ห่วงมารดาของตน เด็กน้อยจึงนึกห่วงมารดาขึ้นมาบ้าง
“แม่ไม่เป็อะไรจ้ะ ฉีเอ๋อร์ไม่ต้องเป็ห่วงแม่กับน้องสบายดีมาก หากเ้าอยากไปร้านขนมกับเหวินเกอ แม่อนุญาตให้ไปได้แต่ต้องซื้อขนมไม่เกินห้าชิ้น รับปากแม่ได้หรือไม่” แม้จะรู้ว่าหากปล่อยบุตรสาวออกไป จะเกิดอันตรายกับพวกเขา แต่อวี้จิ่นจำเป็ต้องทำเพื่อล้อมจับคนร้าย นำตัวมาไต่สวนหาคนสั่งการอยู่เื้ั
“เย้ ฉีเอ๋อร์รับปากท่านแม่เ้าค่ะ ขอบคุณท่านแม่เ้าค่ะ” เมื่อมารดาเอ่ยอนุญาตเด็กน้อยะโโลดเต้น ด้วยความดีใจที่จะได้ออกไปเดินเล่นข้างนอก
“เหวินเกอ ดูแลน้องให้ดีเ้าทำได้หรือไม่” อวี้จิ่นเงยหน้ามองไปยังหลานชาย ที่ดูจะคาดเดาสถานการณ์อยู่เงียบ ๆ
“ข้าจะดูแลน้องสาวสุดความสามารถขอรับ”
“น้าตงลู่เ้าคะ”
“ขอรับฮูหยินน้อย”
“หากมีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ให้ทำทีเป็ฝ่ายแพ้เสียก่อน หลังจากนั้นค่อยตามไปเก็บทีหลังเ้าค่ะ”
“บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ คุณหนูใหญ่คุณชายเจียงพวกเราไปกันเถิด ชักช้าขนมที่ร้านอาจจะหมดเสียก่อนนะขอรับ” ตงลู่เข้าใจคำสั่งของอวี้จิ่นได้ทันที ว่าจะมีเื่บางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
“เหวินเกอไปเร็วเ้าค่ะ ประเดี๋ยวขนมที่ท่านชอบจะหมดเสียก่อน”
“อืม ไปกันเถิด”
เมื่อสองพี่น้องจับจูงมือกันเดินออกไป โดยมีตงลู่กับไฮ่ผิงติดตามไปดูแล บรรยากาศในห้องรับแขกก็เปลี่ยนไป ฟู่หลงเหยียนพยายามจับมือของอวี้จิ่น เพื่อให้นางได้ผ่อนคลายก่อนจะเล่า สิ่งที่รับรู้ผ่านฟู่เจียฉีให้ทุกคนได้ฟัง
“เกิดอันใดขึ้นหรือไม่จิ่นเอ๋อร์” แม่ทัพใหญ่เอ่ยถามกับบุตรสาว ด้วยคิดว่าต้องเป็เื่ใหญ่พอสมควร
“หึ พี่ใหญ่พี่สะใภ้เ้าคะ มีคน้าสังหารเหวินเกอเ้าค่ะ”
“เ้าว่าอะไรนะ!!” เจียงหยวนได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นยืน เพราะยังไม่อยากเชื่อว่าบุตรชายของตน จะมีคนคิดปองร้ายั้แ่อายุยังน้อย
“คระ คระ ใครกันที่จิตใจโเี้ คิดสังหารเด็กอายุเพียงหกหนาวได้ จิ่นเอ๋อร์บอกพี่สะใภ้ได้ไหมว่าเป็ใคร” จ้าวเจียเฟยไม่คิดว่าบุตรชายของตน จะมีคนคิดร้ายได้ถึงขนาดนี้
“เื่นี้เดาได้ไม่ยากเ้าค่ะพี่สะใภ้ เหวินเกอคือพระนัดดาคนโปรด อีกทั้งยังสนิทกับองค์ชายใหญ่โอรสของรัชทายาท คนที่อิจฉาริษยาสั่งสอนบุตรของตนในทางที่ผิด จึงไม่พอใจที่ฮ่องเต้ลำเอียงไม่โปรดปรานบุตรของตน”
“ท่านพ่อตา อาหยวน ขอเพียงพวกเราจับตัวคนร้ายกลุ่มนี้ได้ ย่อมรู้ว่าใครคือผู้บงการอยู่เื้ั ยิ่งคำพูดที่จิ่นเอ๋อร์ได้บอกมา คนที่คิดทำร้ายเหวินเกอจึงมีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น” ฟู่หลงเหยียนพูดในสิ่งที่ตนคิดออกไป
“อืม อาเหยียนพูดถูก พวกเราต้องจับคนร้ายกลุ่มนี้กลับมา ไม่ว่าพวกมันจะเป็ใคร คิดจะทำร้ายหลาน ๆ ของข้า เท่ากับรนหาที่ตายอย่างแท้จริง” แม่ทัพใหญ่ไม่ยอมรามือแน่ แม้คนร้ายจะเป็เชื้อพระวงศ์ก็ตาม
“ท่านพี่เ้าคะ ท่านกับพี่ใหญ่พาคนตามไปเถิดเ้าค่ะ คนกลุ่มนี้จะพาเด็ก ๆ ไปยังชายป่านอกเมืองหลวง ก่อนจะลงมือสังหารและฝังทั้งสองไว้ที่นั่น”
“ปัง!! บัดซบ!/เลวระยำเกินไปแล้ว!!”
“พวกมันถึงกับจะฝังดิน เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเราตามเจอเชียวรึ”
“ท่านพี่ข้าจะเข้าวังเพื่อเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”
“เอาเช่นนี้ พวกเ้าสองคนตามหลานข้าไป ส่วนทางฮ่องเต้พ่อกับองค์หญิงใหญ่จะไปเข้าเฝ้า เพื่อกราบทูลเื่ที่กำลังเกิดขึ้นเอง” แม่ทัพใหญ่ยังไม่อยากให้ใครในวังหลวงรู้เื่นี้ ก่อนจะจับตัวคนร้ายตัวจริงได้
“ขอรับท่านพ่อ/ขอรับท่านพ่อตา”
“ท่านแม่ยายข้าฝากท่านดูแลจิ่นเอ๋อร์ด้วยนะขอรับ”
“อาเหยียนไม่ต้องห่วงแม่จะดูแลจิ่นเอ๋อร์ให้เอง พวกเ้ารีบไปตามไปดูลูก ๆ เถิด” แม้ฟู่หลงเหยียนไม่พูด จางฮูหยินย่อมดูแลอวี้จิ่นแทนอยู่แล้ว
“ขอรับท่านแม่ยาย อาหยวนพวกเราไปกันเถิด”
“อืม เฟยเอ๋อร์ไม่ต้องเป็ห่วงนะ เหวินเกอฉลาดเขารู้ว่าควรทำตัวเช่นไร” เจียงหยวนไม่ลืมพูดให้จ้าวเจียเฟยคลายความกังวล
จ้าวเจียเฟยพยักหน้ารับเบา ๆ และรอเข้าวังหลวงพร้อมพ่อสามี เพื่อ้าเอาตัวผู้บงการมาลงโทษ
ด้านคนในครอบครัวหารือและแบ่งหน้าที่กันแล้ว ก็เริ่มแยกย้ายตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนสองพี่น้องที่นั่งอยู่ในรถม้าคันใหญ่ ใกล้จะถึงร้านขนมคนน้องยิ่งนั่งไม่ติด แต่องครักษ์อย่างตงลู่กับไฮ่ผิง รู้สึกได้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังติดตามพวกเขา แม้ไม่ได้อยู่ในระยะใกล้แต่ยังรู้สึกได้ นั่นทำให้ตงลู่เข้าใจคำสั่งของอวี้จิ่นได้อย่างชัดเจน ว่ามีคนกำลังคิดล้วงคองูเห่า ซึ่งเป็งูเห่าที่อันตรายขึ้นหลายเท่าเมื่ออยู่ด้วยกัน
“คุณชายขอรับถึงร้านขนมลิ่งสือแล้วขอรับ”
“อืม ขอบใจมาก ฉีเอ๋อร์ค่อย ๆ เดินออกมาเล่า พี่จะไปรอรับเ้าอยู่ด้านล่างก่อน อย่าได้ะโไปมาเข้าใจหรือไม่” เจียงข่ายเหวินเตือนญาติผู้น้องที่ชอบซุกซน
“ฉีเอ๋อร์เข้าใจแล้วเ้าค่าเหวินเกอ”
“คุณชายระวังด้วยขอรับ อย่าได้อยู่ห่างจากคุณหนูฟู่เด็ดขาด” ตงลู่ที่รับเจียงข่ายเหวินลงรถม้าก่อน แอบกระซิบบอกเบา ๆ เพราะเจียงข่ายเหวินฝึกวิชาต่อสู้มาั้แ่อายุสี่หนาว และมีไหวพริบที่ดีกว่าเด็กทั่วไป
“ข้าเข้าใจแล้ว” เจียงข่ายเหวินขานรับคำเตือนจากตงลู่ ด้วยน้ำเสียงและสีหน้าราบเรียบ
“เหวินเกอรอฉีเอ๋อร์ด้วยเ้าค่ะ ฮึบ ๆ”
“จับมือพี่ไว้ในร้านมีลูกค้าอยู่เยอะ ประเดี๋ยวจะพลัดหลงเอาไว้”
“เ้าค่ะเหวินเกอ ว่าแต่วันนี้ท่านจะซื้อขนมให้ฉีเอ๋อร์กี่ชิ้นเ้าคะ” ฟู่เจียฉีไม่เคยได้จ่ายค่าขนมสักครั้ง แม้จะพกเงินติดตัวมาก็ตาม แต่เป็ญาติผู้พี่คนนี้คอยจ่ายให้นางเสมอ
“ท่านน้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าไม่เกินห้าชิ้นน่ะ” ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่เขาไม่เคยซื้อให้น้อยกว่าสิบชิ้นสักที
“อ้อ ได้ ห้าชิ้นก็ห้าชิ้นเ้าค่ะ กินเยอะประเดี๋ยวจะอ้วนเกินไปไม่ดี”
“..??..”
เพราะคำว่าอ้วนที่ออกมาจากปากของญาติผู้น้อง ทำเอาเจียงข่ายเหวินถอยหลังไปหนึ่งก้าว เพื่อพิจารณารูปร่างเล็ก ๆ นั่น มันช่างสวนทางกันเสียจริงเขาไม่รู้ว่า ญาติผู้น้องอย่างฟู่เจียฉีนั้น นางมีหลุมดำอยู่ในกระเพาะหรือไม่ ไม่ว่าจะกินไปมากเท่าไหร่แต่นางกลับไม่อ้วนเลยสักนิด
เจียงข่ายเหวินจูงมือญาติผู้น้องคนงามไว้แน่น และพาเดินเข้าไปด้านในร้านขนม โดยมีตงลู่กับไฮ่ผิงพยายามพาเ้านายน้อยทั้งสอง เข้าให้ถึงชั้นวางขนมที่มีให้เลือกหลายอย่าง ซานถูที่รออยู่อยู่แล้วจึงส่งสัญญาณให้สหายทันที
ปู้เหอได้รับสัญญาณจากสหาย เขาพาลูกน้องเดินเข้าไปใช้ไหล่ชนตงลู่กับไฮ่ผิง จนทั้งสองหยุดชะงักทำให้เ้านายน้อยทั้งสอง หลุดรอดสายตาไปทันทีเมื่ออีกฝ่ายเริ่มโวยวาย
ปึก!!
“นี่พี่ชายท่านเดินอะไรของท่าน ทำไมต้องมาชนข้าจนขนมเสียหายเช่นนี้”
“ขอโทษทีน้องชายข้าไม่ทันระวังเอง ไว้ข้าจะจ่ายเงินค่าขนมให้ดีหรือไม่” ตงลู่เห็นสายตาอีกฝ่ายก็รู้ว่า นี่คือคนที่อวี้จิ่นพูดถึงอย่างแน่นอน
“เหอะ ถ้าท่านจะจ่ายค่าขนมให้ข้า คงไม่ได้มีข้าแค่คนเดียวยังมีลูกน้องอีกสองคน ที่ถือขนมไว้จนมันเสียหายท่านรับผิดชอบไหวรึ?”
“อืม เชิญเ้านำไปพบหลงจู๊เพื่อจ่ายเงิน” ตงลู่พยายามอดทนกับท่าทวงกวน ๆ ของปู้เหออย่างมาก
“พี่ตงลู่ทำไมต้องจ่ายเงินให้พวกเขาด้วยขอรับ พวกเราไม่ได้เป็ฝ่ายผิดเสียหน่อย” ไฮ่ผิงคิดว่าฝ่ายตนเองไม่ผิดแล้วทำไมต้องรับผิดชอบ
“ช่างเถิดไฮ่ผิง เื่อื่นสำคัญกว่าอย่ามัวสนใจเื่นี้เลย น้องชายรบกวนนำขนมของเ้าไปจ่ายเงินด้วย” ตงลู่้าออกไปจากร้านขนม เพื่อตามหาเ้านายทั้งสองโดยเร็ว
“หึ เชิญ” ปู้เหอยอมตามที่ตงลู่บอก เมื่อสังเกตเห็นว่าสหายอย่างซานถู ได้อุ้มเด็กทั้งสองคนที่ถูกมือปิดปาก ไม่ให้ส่งเสียงออกจากร้านไปขึ้นรถม้า
แต่ที่ปู้เหอกับซานถูไม่รู้ก็คือ บิดาของเด็กที่ตนเองจับตัวไปนั้น คอยอยู่บนหลังคาร้านค้าฝั่งตรงข้ามหนึ่งเค่อกว่า ๆ แล้ว หลังจากเห็นว่าซานถูและลูกน้องอุ้มบุตรชายบุตรสาวของตนออกมา เจียงหยวนกับฟู่หลงเหยียนจึงใช้วิชาตัวเบา ติดตามคนกลุ่มนี้ไปจนถึงชายป่านอกเมือง โดยเจียงหยวนไม่รู้ถึงความคิดของสหายเลยว่า เขาได้อาศัยสถานการณ์นี้ทดสอบไหวพริบของบุตรสาว กับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อเอาตัวรอดได้หรือไม่
