“โธ่...คุณลูกจันทำไมต้องมาพบมาเจออะไรแบบนี้ด้วยค่ะ...ฮึก...ฮึก...ทำไมคนพวกนั้นถึงไม่ยอมปล่อยพวกเราได้มีชีวิตบ้างนะ” พี่นิดร้องไห้ออกมาอย่างเสียไม่ได้
“ลูกจันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ลูกจันไม่รู้เลยจริง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมทางนู้นถึงจองเวรจองกรรมไม่เลิกทั้ง ๆ ที่เขาก็ได้ทุกอย่างไปหมดแล้ว ชีวิตของลูกจันเองก็ไม่เหลือแล้ว”
คำตัดพ้อที่พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสายยามนึกไปถึงสิ่งที่ตัวเองกับครอบครัวต้องประสบพบเจอ สิ่งที่ทำให้ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดทำไมสุดท้ายแล้วคนที่เป็เหมือนครอบครัว คนที่ครั้งหนึ่งเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่กันถึงได้มาหักหลังและทำร้ายกันได้ถึงขนาดนี้
คำถามที่เหมือนจะไม่มีคำตอบยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดพร้อมกับล้อรถที่ยังคงเคลื่อนพุ่งทะยานไปสู่จุดหมายปลายทางที่ห่างไกลความเจริญขึ้นทุกขณะ และแม้ว่าในใจจะมีความกังวลอยู่บ้างกับสิ่งที่ต้องไปเผชิญในอนาคตกับสถานที่แปลกตาและไม่คุ้นเคย แต่มันก็คงไม่แย่เกินกว่าสิ่งที่ได้พบเจอมาอย่างแน่นอน
นั่นก็เพราะสิ่งที่ตัวเองได้ถูกกระทำมาในวันนี้มันทำให้ฉันไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วนอกจากจำต้องหนีรักษาชีวิตที่ยังมีพ่อให้ดูแลเอาไว้ก่อน แล้วถ้าเมื่อไรที่ทุกอย่างเข้าร่องเข้ารอยแล้วล่ะก็ ฉันสัญญาว่าจะต้องออกตามหาคำตอบของคำถามทั้งหมดให้ได้...!!
ดวงตาเหม่อลอยมองไปยังทิวทัศน์ที่มืดมิดของสองข้างทางที่ผ่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งความเหนื่อยล้าของทั้งกายใจที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ก็เริ่มทำให้ดวงตาที่เหนื่อยล้าค่อย ๆ ปิดลงแล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา...
รุ่งเช้า ~~
กระทั่งเมื่อแสงของดวงตะวันสาดส่องเข้ามายังช่องหน้าต่างของรถยนต์ แสงนั้นก็ได้ปลุกให้ร่างบางขยับเปลือกตาตื่นขึ้นมารับเข้ากับวันใหม่ ก่อนที่ดวงตากลมสวยที่ขยับกระพือกะพริบก็เปิดขึ้นพร้อมกับมือสองข้างที่เหยียดยื่นขึ้นบิดี้เี
“ฮะ...ฮ้าววววว ~~ ถึงไหนแล้วหรอคะพี่นิด”
ฉันเอ่ยถามหลังจากที่ตื่นมาแล้วพบว่าพี่นิดได้ตื่นขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว
“ดูทางแล้วน่าจะอีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะถึงแล้วค่ะ”
พี่นิดตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและถึงแม้ว่าบนใบหน้านั้นจะมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าอยู่บ้างแต่น้ำเสียงที่ส่งมายังคงเต็มไปด้วยความจริงใจและอ่อนโยนเหมือนเคย
ฉันบิดร่างกายยืดเส้นยืดสายอีกครั้งในรถแม้พื้นที่จะมีจำกัด ก่อนที่อีกไม่นานมากนักรถตู้ที่เราโดยสารมาก็พาเรามาจนถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างสวัสดิภาพ
“นี่คือบ้านของพี่นิดหรอคะ”
ฉันถามพี่นิดหลังจากลงรถมาแล้วพบเข้ากับบ้านปูนชั้นเดียวที่มีพื้นที่หน้าบ้านขนาดกว้างพอสมควร
“นี่ไม่ใช่บ้านพี่หรอกค่ะ อันที่จริงพี่เองก็เป็เด็กกำพร้าอยู่กับป้ามา แต่เพราะป้าของพี่เขาเองก็มีครอบครัวพอพี่เรียนจบชั้นมัธยมต้นพี่ก็เข้าไปหางานทำที่เมืองใหญ่เลย ถ้าบ้านป้าของพี่จะอยู่ลึกเข้าไปอีกค่ะ”
พี่นิดพูดถึงเื่ราวในอดีตของตัวเองเป็ครั้งแรก ก่อนจะอธิบายให้ฉันได้ฟังต่อ
“ส่วนบ้านหลังนี้เป็บ้านของเพื่อนพี่สมัยเด็กเองค่ะ เมื่อคืนตอนที่นั่งรถกันมาพี่ลองถามมันดูเพราะเห็นว่ามันไปทำงานที่ต่างประเทศแล้วก็เลยกะว่าจะขอมันมาอาศัยอยู่ชั่วคราวก่อนระหว่างหาห้องเช่า แต่โชคดีที่พอมันรู้ว่าพี่กำลังหาห้องเช่าอยู่มันก็เลยให้พี่เช่าบ้านมันแทนแถมมันยังคิดค่าเช่าถูก ๆ ด้วยนะคะ อีกอย่างบ้านหลังนี้ก็อยู่ในพื้นที่ที่เป็แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนี้ด้วย พี่ก็เลยคิดว่าถ้าเราพักที่นี่ก็คงเป็การดีเผื่อเราปักหลักหาทำอะไรขายกันหน้าบ้านนี้ด้วยก็ยังได้จะได้เป็รายได้อีกทางหนึ่งด้วย และถ้าหากว่าคุณลูกจันอยากจะไปหางานทำแถวนี้ก็มีพวกรีสอร์ต พวกโรงแรมอยู่ด้วยนะคะ” (^-^)
พี่นิดพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่ต่างกับฉันหลังจากได้ฟังพี่นิดพูดจบ
“ดีเลยค่ะ แต่จะว่าไปบ้านหลังนี้ดูสะอาดมากเลยนะคะไม่เหมือนไม่มีคนอยู่เลย” ฉันมองอย่างสำรวจพลางนึกชอบใจกับบ้านน้อยหลังนี้
“เพื่อนพี่มันคอยจ้างคนมาทำความสะอาดอยู่แทบทุกอาทิตย์เลยค่ะ มันรักบ้านหลังนี้มาก” พี่นิดพูดไปพร้อมกับมองไปทั่วด้วยสายตาที่เหมือนกับกำลังระลึกถึงเพื่อนคนสำคัญ
จากนั้นฉันกับพี่นิดก็จัดการย้ายข้าวของที่มีไม่มากนักพร้อมกับขอให้พี่คนขับช่วยกันอุ้มพาพ่อของฉันเข้าไปพักผ่อนในห้อง และหลังจากที่พี่คนขับนอนพักที่บ้านเราสักพักใหญ่ ๆ เขาก็ลากลับไปพร้อมกันกับที่ฉันกับพี่นิดจัดบ้านเสร็จพอดี
“โชคดีจังเลยนะคะที่บ้านเพื่อนพี่นิดมีข้าวของเครื่องใช้เอาไว้ให้จนครบแทบไม่ต้องซื้อพวกอุปกรณ์อะไรเพิ่มเลย แถมพี่เขายังใจดีให้เราใช้โดยไม่ได้คิดค่าเช่าอีกด้วย ลูกจันฝากขอบคุณพี่เขาอีกครั้งนะคะ” (^-^)
ฉันยิ้มกว้างด้วยความรู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยได้รับมาในตลอดระยะเวลาเดือนกว่าที่ผ่านมา อีกทั้งยังไม่ลืมที่จะเอ่ยปากชมเพื่อนของอดีตแม่บ้านที่เธอนั้นก็ยังมีน้ำใจกับพวกเรามาก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ฉันได้ยินพี่นิดคุยโทรศัพท์กับเพื่อนแล้วได้ฟังคำอนุญาตที่เป็มิตรทุกอย่าง
“ค่ะ...อย่างน้อยในชีวิตพี่ก็โชคดีที่ได้เป็เพื่อนกับเพื่อนคนนี้ค่ะ อีกอย่างอาจจะเป็เพราะเราเคยผ่าน่เวลาลำบากมาด้วยกันเมื่อครั้งตอนเป็เด็กเราเลยเข้าใจกัน แต่เพื่อนพี่มันโชคดีกว่าพี่ตรงที่แม่ของมันได้แฟนเป็คนต่างประเทศแล้วพามันไปด้วยมันเลยสบายไม่ต้องลำบากมากนัก...แต่พี่นี่ซิ...เฮ้ออออ ~~”
นิดถอนใจออกมาอย่างปลงตกหลังจากพานคิดไปถึงอดีตของตัวเอง และพานคิดไปถึงเื่บางเื่ที่ขมขื่นเกินจะบอกให้หญิงสาวด้านข้างได้รับรู้ได้
สายตาเหม่อลอยของนิดกวาดมองไปรอบทั่วบ้านที่ครั้งหนึ่งเธอเคยได้มาอาศัยนอน ก่อนที่ภาพความทรงจำมากมายในอดีตจะพลันผุดขึ้นมาพร้อมกับความเ็ปที่ยังคงชัดเจนเสมือนว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานแม้ว่ามันจะผ่านมานานนับสิบปีแล้วก็ตามที
ภาพความทรงจำของเด็กสาวที่กำพร้าพ่อแม่แล้วจำต้องอาศัยอยู่กับป้าที่เป็พี่สาวแท้ ๆ ของแม่อย่างเลี่ยงไม่ได้...
แม้ว่าข้อดีของมันจะหมายถึงการที่ตัวเองจะได้มีที่ซุกหัวนอนไม่ต้องเร่ร่อนไปทั่วก็ตาม แต่ทว่า...นอกจากข้อดีนั้นเธอกลับไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายเท่าไรนัก เพราะเธอนั้นกลับถูกครอบครัวของป้าเลี้ยงดูมาให้เหมือนกับคนใช้มากกว่าหลานสาว ชีวิตที่โตมาอย่างถูกกดขี่นับั้แ่จำความได้ทำให้เธอทำได้เพียงเข้าใจและก้มหน้าก้มตารับโชคชะตากรรมของตัวเอง
นั่นก็เพราะว่าอย่างน้อยป้าที่เลี้ยงเธอก็ยังมีเมตตาให้เธอได้เรียนหนังสือแม้จะไม่สูงอย่างที่ใจเธอปรารถนาที่จะร่ำเรียนก็ตาม...
แต่ทว่า...ชีวิตของเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งพาอย่างพ่อแม่แท้ ๆ ของตัวเองมันก็ไม่ได้ง่ายดายนัก เมื่อวันหนึ่งการหมุนของวงล้อที่ใครก็ต่างเรียกมันว่ากงล้อแห่งโชคชะตากลับเริ่มทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กสาวอย่างเธอที่ควรจะถูกจองจำไว้กับการเป็แค่เด็กสาวต่างจังหวัดเพียงเท่านั้น
เพราะถ้าหากในวันนั้นไม่เกิดเื่ราวเลวร้ายที่สุดในชีวิตของเธอขึ้น เธอเองก็คงยังต้องอยู่ดักดานคอยรับใช้ครอบครัวของป้าตลอดไป...
