เป็่เวลาพักผ่อนที่หาได้ยากของทุกๆ คน อย่างไรก็ตาม ขณะเด็กๆ กำลังสนุกสนานกับการแสดงรอบกองไฟ
ก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเฉินอ่าว จากการมอง หากจำไม่ผิด นางคือลูกสาวคนโตของหยู่เจ๋อ เป็เด็กที่พูดน้อยฉลาดหลักแหลม อดทนเชื่อฟังแม่และผู้ใหญ่อยู่เสมอ
สาวน้อยคนนี้ลำตัวเล็ก เท้าเปล่าและสวมเสื้อผ้าผู้ใหญ่เก่าๆ ที่ไม่พอดีตัว ดวงตาจ้องมองมาที่เขาด้วยความคาดหวัง มองสลับกับตะกร้าอาหารที่เฉินอ่าวนั่งเฝ้า
เฉินอวี๋ก็บังเอิญเห็นพ่อกำลังจ้องมองเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งอยู่เช่นกัน
เมื่อเฉินอ่าวเห็นลูกชายเดินมาใกล้ เขาก็เหมือนได้เห็นผู้ช่วยชีวิต เขาไม่ค่อยถนัดเื่การดูแลเด็ก จึงรีบขยิบตาให้เฉินอวี๋ขอให้เขามาช่วยพูดคุยแทน
“...”
เฉินเหนียนอู่ใช้ข้อศอกสะกิดไหล่ของเฉินอวี๋ เป็สัญญาณให้เขาเดินไปถามเด็กหญิงตัวเล็กๆ ว่า้าอะไร
อาจเป็เพราะพวกเขาทั้งหมดเป็เด็กวัยไล่เลี่ยกัน ก่อนที่เฉินอวี๋จะทันได้ถาม อีกฝ่ายก็ล้วงมือเข้าไปในเสื้อไม่พอดีตัวของนาง ดึงหินสีเขียวขนาดเท่าข้อนิ้วส่งมาให้
ตอนแรก เฉินอวี๋คิดว่ามันเป็หยก แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ ว่าคนยากจนจะสามารถซื้อหยกที่มีราคาได้อย่างไร แถมพื้นแถวนี้ก็ไม่มีข่าวว่าปรากฏแหล่งแร่หายาก ไม่เช่นนั้นคนจากทางการคงเข้ามาควบคุมไม่ละเลยให้ทิ้งร้างเช่นนี้
ดังนั้น มันจึงเป็แค่หินสีสวยงามธรรมดาๆ เท่านั้น แต่นางเข้าใจว่ามันเป็สมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง
นางพูดเบาๆ ว่า “น้องชายข้าร้องไห้เพราะหิว ข้าขอแลกสิ่งนี้กับอาหารจากเ้าได้หรือไม่?”
เห็นได้ชัดว่านางไม่อยากนำสิ่งของล้ำค่าของนางออกมาเลย แต่เมื่อนึกถึงน้องชายที่ร้องไห้เพราะหิวไม่หยุด นางก็ตัดสินใจที่จะให้มันไปทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ค่าเช่นกัน
เฉินอวี๋รู้สึกว่าเด็กหญิง 5-6 ขวบตรงหน้าผอมและตัวเล็กกว่าตัวเองมาก แต่ดวงตาของนางยังคงสดใสมีความหวัง ต่างจากเด็กคนอื่นๆ ที่พลัดพรากจากพ่อและแม่ของตัวเอง
ที่สำคัญที่สุด คือนางรู้จักหลักการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม ดังนั้นนางจึงเลือกแลกสมบัติของนางกับอาหารว่าจะแลกได้หรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม เฉินอวี๋ไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นในเื่อาหารของครอบครัว เขายังคงต้องพึ่งพาแม่และพ่อ กลับกัน เฉินเหนียนอู่ใจแข็งกว่าเฉินอวี๋มาก นางเดินตรงเข้าไปแล้วคืนก้อนหินให้อีกฝ่าย แล้วดึงเฉินอวี๋ผู้ใจอ่อนออกมา
“ไปกันเถอะ สิ่งนี้ไม่มีค่าสำหรับเรานัก สุดท้ายก็แค่หินธรรมดาก้อนหนึ่ง” เฉินเหนียนอู่กระซิบกับน้องชายของนาง
แต่เฉินอวี๋ที่ถูกพี่สาวลากหนี ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง เด็กหญิงตัวน้อยยังถือหินสีเขียวนั้นอยู่ที่เดิม ใบหน้าดูเศร้าหมองอย่างที่สุดและแทบจะร้องไห้ออกมา
สิ่งนี้ ทำให้เฉินอวี๋รู้สึกเศร้า แต่ก็ต้องรีบหันหน้าหนีไม่กล้ามองนานนัก
ด้วยร่างเล็กๆ ของเด็ก หากขาดที่พึ่งพิงจากพ่อและแม่ เขาเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดเลย แต่กระนั้นภายใต้การขบคิด เขาก็ตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง ไม่ยอมอยู่เฉยๆ รออาหารจากพ่อแม่แค่ฝ่ายเดียว
“ท่านพ่อ ข้าขอเดินเล่นแถวๆ นี้ได้หรือไม่?”
“...”
เฉินอวี๋ฉวยโอกาสพูดกับเฉินอ่าวที่กำลังนั่งสมาธิ และก็ไม่ใช่แค่เขา แต่เฉินต้าและเฉินเหนียนอู่ก็พากันมายืนที่ด้านหน้าของพ่อครบทุกคน
เฉินอ่าวมองไปรอบๆ บริเวณที่มีหญ้าสีเหลืองขึ้นหนา และไม่พอใจที่เด็กอยากจะเดินไปทั่ว แต่เขาก็นึกได้ว่าลูกๆ ของเขาควรมีอิสระ ไม่ใช่เด็กธรรมดาที่เขาต้องดูแลอยู่ตลอด
เฉินอวี๋เห็นท่าทางลังเลก็รีบพูดอีกรอบว่า “ท่านพ่อวางใจ พวกเราจะแค่เดินสำรวจรอบๆ และจะไม่ไปไกลแน่นอน ข้าแค่อยากจะดูว่ามีพืชชนิดไหนที่ข้ารู้จัก”
“เมื่อดูจากสภาพแวดล้อมโดยรอบแล้ว มีโอกาสสูงที่เราจะพบพืชที่กินได้ ถ้าเราหาเจอ เราก็จะมีอาหารกินได้อีกหลายวัน”
“จริงรึ?” เฉินอ่าวมองไปรอบๆ พุ่มไม้เหี่ยวๆ ทั่วบริเวณทุ่งหินปกคลุมไปด้วยหญ้าและพืชแปลกๆ ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่ดูเป็อาหารได้เลย
แต่เมื่อเห็นท่าทีมั่นใจของลูกชายสี่ขวบ เขาจึงตัดสินใจให้ลูกชายลองดู
“สามารถทำได้ แต่อย่าไปไกลจนคลาดสายตาของพ่อเข้าใจหรือไม่?” เฉินอ่าวพูดด้วยความกังวล
เฉินอวี๋ยิ้มและพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว เราจะอยู่แถวๆ นี้ ไม่ไปไกลแน่นอน!”
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากเฉินอ่าวเขาก็ดีใจ
เรียกได้ว่านี่คือข้อดีของพ่อ ที่อย่างน้อย ก็สนับสนุนเขามากกว่าแม่ เฉินอวี๋จึงรีบนำพี่ชายและพี่สาวเดินไปยังเนินที่เคยซ่อนตัว แต่ค่อนข้างแปลกใจที่เห็นว่าอิงเอ่อก็อยากขอตามไปด้วยอีกคน
“พาอิงเอ๋อไปด้วยเถอะ นางอาจจะพาโชคดีมาให้เราก็ได้” คำพูดของเฉินเหนียนอู่ ทำให้เฉินอวี๋มองน้องสาวตัวเองซ้ำๆ คิดว่านางยังคงเป็เด็กดีและเชื่อฟัง เขาจึงพยักหน้าให้นางไปด้วยเพื่อเรียนรู้ฝึกนิสัยช่วยตัวเองั้แ่แรก
“เรากำลังมองหาอะไรอยู่เหรอ?” เฉินเหนียนอู่อุ้มอิงเอ๋อ เดินตามหลังมาก็ถามด้วยความสงสัย
แผลพุพองที่เท้าทำให้นางเจ็บ และตอนแรกเฉินอวี๋ไม่อยากให้นางมาด้วย แต่ก็อดใจไม่ไหวกับความอยากรู้อยากเห็นของน้องชาย เพราะั้แ่เฉินเหนียนอู่มาอยู่ที่ครอบครัวนี้ หากไม่นับพฤติกรรมที่เป็ผู้ใหญ่เกินวัยของเฉินอวี๋ นางก็ยังไม่เห็นความสามารถพิเศษอะไรจากน้องสามของนางเลย
ภายใต้ความพิสดาร นางไม่เชื่อหรอกว่าน้องสามจะเป็คนธรรมดา
“ข้ากำลังมองหาพืชใต้ดินที่เรียกว่ามันเห็บ เป็พืชตระกูลเถาที่มีเครือยาว ทนแล้งได้ดีบนูเา ในเมื่อที่นี่มีบ่อน้ำผุด ดังนั้นมันก็น่าจะมีอยู่ตามดินที่มีธารน้ำซึมจากแผ่นหิน”
ขณะที่เขาซ่อนตัวอยู่บนเนินเขารอให้จบศึกชิงแม่น้ำจบลง เฉินอวี๋เห็นพืชหลายต้นที่มีเครือผ่านตามาบ้าง ซึ่งดูเหมือนต้นมันเห็บที่เขาเคยอ่านเจอในหนังสือ
“มันเห็บรึ?”
“ชื่อประหลาดนัก”
“ตอนถอนออกจากดิน มันจะแหกปากร้องเหมือนต้นแมนเดรกหรือเปล่า?”
“...”
เฉินเหนียนอู่พึมพำกับตัวเอง เป็พืชชนิดหนึ่งที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่หากถามถึงพืชที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน สิ่งแรกที่ปรากฏในความจำของนาง ก็มีเพียงต้นแมนเดรกหน้าคนเท่านั้นที่ผุดขึ้นมา
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เฉินเหนียนอู่จึงไม่สนใจอาการเจ็บเท้าและเร่งให้ทุกคนค้นหา แต่ภายใต้เศษใบไม้แห้งใต้หิน การมองหาเครือพืชตระกูลเถาที่แห้งจากการขาดน้ำจึงค่อนข้างยาก จนทันใดนั้นเฉินเหนียนอู่พึ่งจะนึกได้ ว่าพวกเขาพกตัวนำโชคติดตัวมาด้วยทั้งคนไม่ใช่หรือ
“อิงเอ๋อ เ้าพอจะรู้จุดที่ต้นมันเห็บซ่อนอยู่หรือไม่?”
คำถามของเฉินเหนียนอู่ที่ก้มไปถามกับน้องสาวคนเล็ก เฉินอวี๋ได้ยินก็เหลือบตามองบน ไม่สนใจอาการเบียวกำเริบของพี่สาวคนรอง
แต่ภายใต้คำถาม อิงเอ๋อที่ดูดนิ้วตัวเองอยู่ก็เงยหน้ามองพี่สาวตัวเองเล็กน้อย ภายใต้ดวงตาเล็กๆ ไร้เดียงสาที่น่าเอ็นดู ม่านตาของนางก็สายแสงสีขาวจางๆ จากนั้นนางก็มองไปยังที่แห่งหนึ่ง จูงมือของเฉินเหนียนอู่ไปหยุดที่ใต้หินผาที่โล้นชัน มีครอบสีดำเทาเขรอะไหลยามลงตามผนังหิน
“ทะ..ที่นี่”
“มีมันเห็บอยู่” เฉินอิงเอ๋อพูดออกมาอย่างช้าๆ ชี้มือเล็กๆ ของตัวเองลงไปที่พื้นดินถึงคำขอของพี่สาว
“จริงรึ?”
เมื่อเฉินเหนียนอู่ได้ยิน นางก็เขี่ยกองใบไม้แห้งรอบๆ ออก พบกับเครือพืชตระกูลเกาแห้งๆ ที่เหลือแค่ตอ ไม่มั่นใจว่าใช่ต้นมันเห็บหรือเปล่า นางจึงะโไปหาเฉินอวี๋ที่เดินหาอยู่อีกด้านให้มาดู
“น้องสาม?”
“ไอ้เครือไม้หนวดแมวนี้ ใช่สิ่งที่เ้าตามหาหรือไม่?”
“…”
