บทที่ 178 คลังสมบัติ
หยวนหวูจี๋หัวเราะแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ว่า “ดูเ้าพูดเข้า ข้าไม่ได้จะหาผลประโยชน์จากตระกูลลู่ของเ้าเสียหน่อย เหตุใดถึงต้องดูถูกลูกหลานตนเองเช่นนั้นด้วย!”
ผู้รอบรู้หยวนตู้เองก็พยักหน้า พลางลอบหัวเราะเบาๆ “ถูกต้อง ยามนี้เมื่อพูดถึงนายน้อยลู่อวี่ ผู้คนด้านนอกล้วนยกย่องและเลื่อมใสกันถ้วนทั่ว! อายุเพียงยี่สิบปีก็กลายเป็นักปรุงโอสถขั้นสี่แล้ว มิหนำซ้ำยังมีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นตงซวนอีก ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็อัจฉริยะชัดๆ!”
ลู่ไท่ชังยิ้มแล้วส่ายหน้า “อย่าได้ชมเขาให้มากนักเลย เ้าเด็กคนนั้นหากจะก่อเื่วุ่นวายขึ้นมา ก็ทำเอาคนปวดหัวจนแทบะเิ!”
ถึงจะพูดเช่นนั้น แต่ท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋กับผู้รอบรู้หยวนตู้ต่างมองออกว่าลู่ไท่ชังเพียงกล่าวรักษามารยาท จะมีใครที่ไหนกันมาดูถูกคนในครอบครัวตนเองกันเล่า ด้วยฐานะและระดับขั้นพลังยุทธ์ของเขาในยามนี้ ย่อมไม่สามารถลดตัวลงไปประจบประแจงคนรุ่นหลังผู้หนึ่งได้!
ลู่อวี่เดินตามหลังชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีขาวไปอย่างเงียบๆ ทะลุผ่านการป้องกันหลายด่าน จนมาถึงศาลาเล็กๆ แห่งหนึ่ง ทว่าลู่อวี่กลับสังเกตเห็นว่าศาลาขนาดเล็กแห่งนี้มีบางอย่างที่ต่างออกไป เพราะว่ามันไม่มีโต๊ะหรือเก้าอี้สำหรับนั่งหย่อนใจ มีเพียงค่ายกลที่เรืองแสงอ่อนๆ บนพื้น
“นายน้อยลู่ เชิญขอรับ!” จิ้งเสียงเป็บุรุษที่นิ่งเงียบและเคร่งขรึมไม่น้อย ซึ่งลู่อวี่ก็เป็เช่นนั้นเหมือนกัน กล่าวคือพวกเขาเดินมาด้วยกันตลอดทาง ทว่ากลับไม่สนทนาแม้เพียงครึ่งคำ
ลู่อวี่ก็ไม่คิดเกรงใจ เขาส่งเสียงบอกให้ตู้เสวียนเฉิงรออยู่ด้านนอก ก่อนจะเดินเข้าไปในค่ายกลโดยตรง จิ้งเสียงตามเขาไปติดๆ และประสานฝ่ามือร่ายคาถาซัดใส่หลังคาของศาลา ทำให้ศาลาทั้งหลังถูกปกคลุมไปด้วยลำแสงสีขาว มาถึงตอนนี้ ลู่อวี่ถึงได้พบว่าศาลาแห่งนี้เป็ส่วนประกอบของค่ายกลทั้งหมด
เมื่อแสงสว่างจางลง ยามที่สายตาของลู่อวี่กลับมามองเห็นเป็ปกติอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในมิติประหลาดแห่งหนึ่ง
ณ ที่แห่งนี้ดูเหมือนจะเป็ทางเข้าถ้ำแห่งหนึ่ง มีประตูหินสีเขียวสูงใหญ่วางกั้นทางเข้าอยู่ ด้านหน้ามีชายชราคนหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ เมื่อเห็นผู้มาเยือนทั้งสองถึงได้ลืมตาขึ้นมามอง
ชายชราคนนั้นยังไม่ทันได้เอ่ยปาก จิ้งเสียงก็หยิบป้ายิญญาออกมาแล้วยื่นให้อีกฝ่าย
ชายชรามองลู่อวี่เพียงแวบหนึ่ง แล้วส่งป้ายิญญาคืนให้จิ้งเสียง เขาไม่พูดไม่จา ทำเพียงกลับมาหลับตาทำสมาธิต่อ
ตอนนี้ลู่อวี่ััได้ว่าพลังจิตของเขาถูกจำกัดไว้ในพื้นที่สามฉื่อรอบตัวเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าคลังสมบัติของตำหนักมหาเทพมีการวางคาถาต้องห้ามบางอย่าง จำกัดพลังจิตของนักพรตไม่ให้สำรวจภายใน ซึ่งถือเป็เื่ปกติ
หากถามถึงพิกัดของถ้ำแห่งนี้ ด้วยระดับขั้นพลังยุทธ์ของเขาในยามนี้ ยังไม่สามารถััได้ ทว่าถึงรู้ไปก็ไร้ประโยชน์ สิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดคือการหาสมบัติดีๆ จากในคลัง ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่
จิ้งเสียงเปิดประตูหินออกมาแล้วพาลู่อวี่เดินตามทางเข้าไปด้านใน ก่อนจะพบกับห้องหินทรงสี่เหลี่ยม บริเวณทางเข้าของห้องหินนั้นมีประตูอยู่สามบาน แต่ละบานเขียนว่า “โอสถ” “สมบัติ” และ “ตำรา” แสดงว่าที่นี่คือคลังสมบัติของตำหนักมหาเทพอย่างแท้จริง
“นายน้อยลู่ปรารถนาสมบัติประเภทใดหรือ? ด้วยฐานะของท่านคงไม่้าโอสถเหล่านี้ หากเป็เช่นนั้นก็น่าจะเป็สมบัติวิเศษ ตามข้ามาเถิด” คนผู้นั้นไม่ถามด้วยซ้ำว่าลู่อวี่้าเคล็ดวิชาหรือไม่ ทว่าตัวลู่อวี่เองก็หาได้ปรารถนาเคล็ดวิชาใดๆ ไม่ ตอนนี้เขาไม่มีเวลาจะฝึกฝนด้วย ดินแดนมารกำลังจะรุกรานเข้ามาแล้ว ถึงจะไม่ต้องออกไปสู้รบโดยตรง แต่เสริมกำลังไว้ย่อมดีกว่า
หลังจากชายวัยกลางคนพูดเองเออเองจบแล้ว ก็เดินนำเขาเข้าไปในห้องเก็บสมบัติวิเศษทันที
ห้องหินแห่งนี้ไม่ได้กว้างขวางอะไร แต่ข้าวของด้านในกลับมีมากกว่าคลังสมบัติของตระกูลลู่ สมบัติวิเศษต่างๆ ถูกปิดผนึกและเก็บรักษาไว้อย่างเป็ระเบียบ พวกมันถูกวางเรียงไว้บนชั้นวางหลายร้อยแห่ง ยังมีสมบัติอีกหลายชิ้นที่ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงถูกนำมายัดรวมกันในหีบใบเดียว แล้วยังมีฝุ่นปกคลุมจนหนาทึบด้วย
แม้ว่าจิ้งเสียงจะเป็คนเคร่งขรึมและนิ่งเงียบ แต่ทุกครั้งที่ได้เห็นสมบัติวิเศษซึ่งอยู่ในคลังสมบัติ ก็อดทำหน้าภาคภูมิใจไม่ได้ นี่คือสมบัติที่ตำหนักมหาเทพสั่งสมมานานหลายพันปี นอกจากจะแสดงถึงพลังของตำหนักมหาเทพแล้ว ยังบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานอีกด้วย ในฐานะศิษย์สายตรงของตระกูลหยวน แล้วเขาจะไม่รู้สึกภูมิใจได้อย่างไร
“นายน้อยลู่อวี่ ท่านเลือกเอาเถิด ขอเพียงท่านชื่นชอบ จะสมบัติชิ้นใดก็ขอให้บอกกล่าวแก่ข้า สมบัติเหล่านี้ถูกผนึกด้วยวิธีการพิเศษ ไม่สามารถใช้วิธีปกติคลายการป้องกันได้
คราแรกลู่อวี่คิดว่าบุรุษวัยกลางคนนามจิ้งเสียงผู้นี้จะหาเื่ลำบากให้เขา กำลังคิดอยู่ว่าจะรับมืออีกฝ่ายอย่างไรดี คิดไม่ถึงว่าจะราบรื่นถึงเพียงนี้
ลู่อวี่พยักหน้ารับและเริ่มเดินดูสมบัติแต่ละอย่าง
แม้สมบัติวิเศษเหล่านี้จะถูกผนึกเอาไว้ แต่บนแท่นหินที่วางสมบัติแต่ละชิ้น ล้วนมีคำอธิบายเขียนบอกอย่างคร่าวๆ ทำให้ลู่อวี่เลือกสมบัติได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
“ระฆังเขย่าิญญา” “ร่มเซียวเหยา” “หอคอยสะกดลี้ลับ” ......
สมบัติแต่ละชิ้นปรากฏผ่านสายตาของลู่อวี่ ทว่าเขากลับไม่สนใจ ก่อนอื่นลู่อวี่ปรารถนาจะเลือกสมบัติประเภทกระบี่บินที่เข้ากับตนเองได้ จากนั้นถึงค่อยมองหาสมบัติที่มีพลังเวทพิเศษ สามารถต้านทานบรรดานักพรตมารได้
ในที่สุด ลู่อวี่ก็หยุดอยู่ที่หน้าแท่นหินแห่งหนึ่ง ณ ที่ตรงนั้นมีชุดกระบี่สิบสองดวงดาววางอยู่ชุดหนึ่ง ดาวสีเงินส่องประกายคล้ายจริงคล้ายเท็จ ทั้งสิบสองเล่มประกอบรวมกันเป็สมบัติวิเศษระดับสูงชิ้นหนึ่ง เป็สมบัติประเภทกระบี่บินที่ลู่อวี่คิดว่าเหมาะกับตนมากที่สุดแล้วในคลังสมบัติ
แม้การใช้งานกระบี่บินสิบสองเล่มพร้อมกันจะเปลืองแรงไม่น้อย แต่นั่นถือเป็ปัญหาด้านระดับขั้นพลังยุทธ์ อีกทั้งด้วยฐานะนักปรุงโอสถขั้นสี่ การปรุงโอสถเติมพลังปราณและพลังเวทถือเป็เื่ง่าย
เมื่อหากระบี่บินพบแล้ว ส่วนที่เหลือก็เลือกได้อย่างง่ายดายขึ้น ถึงแม้ท่านผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋จะไม่ได้กำหนดจำนวนของสมบัติที่เลือกได้ แต่ลู่อวี่ย่อมไม่โลภมากจนเกินไป
จากนั้นเขาจึงเลือกสมบัติป้องกันมาอีกหนึ่งชิ้น แม้จะมีแสงกำบังใสอวิ๋นลัวแล้ว ทว่าไม่อาจป้องกันได้ทั่วทุกสารทิศ เพื่อป้องกันไว้ก่อน ลู่อวี่จึงเลือกสมบัติระดับสูงที่ทำได้ทั้งการโจมตีและป้องกันอย่าง “กระจกปราณโกลาหล” นอกจากจะปล่อยแสงเทพปราณโกลาหลและผสานรวมกันกับแสงเทพคุ้มครองได้แล้ว ยังสามารถใช้แสงเทพเดียวกันนี้โจมตีได้อีกด้วย นับว่าเป็สมบัติที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
“สหายจิ้ง ไม่ทราบว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับสมบัติที่อยู่ในหีบเหล่านี้หรือ?” ลู่อวี่เอ่ยถามจิ้งเสียงที่อยู่ข้างกัน คราแรกเขาตั้งใจจะเลือกสมบัติอีกสักสองสามอย่าง แต่หลังจากได้ชุดกระบี่ดวงดาวและกระจกปราณโกลาหลแล้ว ก็รู้สึกได้ว่าสายตาของจิ้งเสียงเริ่มจะเ็าขึ้น ถึงลู่อวี่จะรู้สึกว่าตนเองหน้าหนามากพอ แต่ก็ยังอดไม่ได้
ความจริงแล้วลู่อวี่ทราบดีว่าการเลือกชุดกระบี่ดวงดาวนี้ ไม่ต่างจากการเลือกสมบัติสิบสองชิ้น มิหนำซ้ำเขายังเลือกสมบัติวิเศษระดับสูงมาอีกชิ้น ต่อให้คลังของตำหนักมหาเทพจะร่ำรวยมากเพียงใด แต่จิ้งเสียงที่สงบนิ่งและสุขุมก็ยังอดรู้สึกปวดใจไม่ได้ หรือหากเปลี่ยนจิ้งเสียงเป็ลู่อวี่ เขาคงสงบใจไม่ได้เท่านี้เป็แน่
“ข้ามีนามว่าหยวนจิ้งเสียง ไม่ได้แซ่จิ้ง! ของเ่าั้เป็สมบัติวิเศษที่เก็บสะสมมาจากซากโบราณ หากไม่ใช่สมบัติที่ไม่สมบูรณ์พร้อมเพราะชิ้นส่วนวัสดุขาดหาย ก็เป็สมบัติที่วิธีการหลอมหายสาบสูญจนใช้การไม่ได้ ทว่าไม่อาจโยนมันทิ้งไป แต่เก็บไว้ก็หาได้มีประโยชน์ไม่ จึงต้องนำมากองรวมกันไว้ที่นี่!” จิ้งเสียงอธิบายอย่างใจเย็น แม้เขาจะคิดว่าลู่อวี่เลือกสมบัติไปสิบสามชิ้นแล้ว แต่หนึ่งในนั้นเป็ชุดกระบี่สิบสองดวงดาว หากนับกันจริงๆ ก็มีเพียงชิ้นเดียว จากที่ท่านผู้เฒ่าสูงสุดบอกมา เขาไม่สามารถห้ามปรามอีกฝ่ายได้ มายามนี้เมื่อเห็นว่าลู่อวี่ให้ความสนใจกับสมบัติชำรุดเหล่านี้ เขาจึงเต็มใจอธิบายให้ฟัง
ของเหล่านี้จะนับว่าล้ำค่าก็ไม่ผิดเพี้ยน ทว่าเมื่อถูกวางทิ้งไว้ในนี้ไม่มีผู้ใดหยิบเอาไปใช้ การจะส่งมอบให้ลู่อวี่แทนการให้เขาเลือกสมบัติในคลังเพิ่มย่อมต้องดีกว่า
ลู่อวี่ได้ยินเช่นนั้นก็พลันดวงตาเป็ประกาย เขาไม่สนใจคำอธิบายก่อนหน้านี้ของจิ้งเสียงแม้แต่น้อย รีบสาวเท้าเข้าไปใกล้แล้วออกปากถามว่า “สมบัติชำรุดเหล่านี้ หากเก็บไว้เฉยๆ คงน่าเสียดายแย่ สหายจิ้ง ไม่สู้ยกพวกมันให้กับข้าเล่า?”
หยวนจิ้งเสียงไม่ค่อยพอใจคำเรียกของลู่อวี่สักเท่าไร จึงแค่นเสียงเ็า “อยากได้อะไรก็เอาไปเถิด แต่ห้ามเลือกสมบัติชิ้นอื่นในคลังสมบัตินี้อีก!”
“ย่อมได้!” ลู่อวี่กลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ จึงสะบัดแขนเสื้อ พลันปรี่เข้าไปเก็บหีบสมบัติขนาดใหญ่ทั้งสองใบ หากสมบัติชำรุดเหล่านี้ถูกตำหนักมหาเทพเก็บรักษาเอาไว้ในคลังได้ แปลว่าพลังเวทของมันเมื่อครั้งสมบูรณ์ต้องยิ่งใหญ่ไม่น้อย ทว่ายิ่งสมบัติมีพลังอำนาจมากเท่าไรก็ยิ่งหลอมยากมากขึ้นเท่านั้น วัสดุที่ใช้ก็หายากและราคาแพง คล้ายกับการปรุงโอสถของลู่อวี่ก็ไม่ปาน
หยวนจิ้งเสียงไม่สนใจสมบัติเ่าั้ กล่าวคือ แม้แต่ตำหนักมหาเทพยังไม่สามารถหลอมสมบัติเ่าั้ได้ หากให้เก็บรักษาไว้ก็ไร้ประโยชน์ ทว่าลู่อวี่กลับมีแผนการอย่างอื่นในใจ ถึงเขาจะหลอมมันไม่ได้ แต่สามารถสกัดแยกชิ้นส่วนของพวกมันออกมาได้ ฐานะของเขาเป็ถึงขั้นปรมาจารย์ ถึงตระกูลลู่จะไม่มีวัสดุล้ำค่า แต่เขาสามารถเสาะหาและรวบรวมจากที่อื่นได้ สมบัติสองหีบใหญ่เช่นนี้ อย่างไรก็ต้องสร้างสมบัติที่สมบูรณ์ออกมาได้บ้าง ไม่ว่าอย่างไรเขาย่อมต้องได้กำไร
ยามที่ลู่อวี่เดินตามหลังจิ้งเสียงออกมาจากคลังสมบัติ เมื่อกลับมาถึงด้านหน้าตำหนักใหญ่ เพียงครึ่งชั่วยามก็มีคนมารวมตัวกันนับร้อยชีวิตแล้ว อีกทั้งพวกเขายังเป็ถึงระดับผู้ดูแลและผู้ปกครองของขุมอำนาจใหญ่ทั้งหลาย ลู่อวี่เห็นว่าในนั้นมีท่านผู้เฒ่าสูงสุดลู่ไท่ชังและบิดาของตนอย่างลู่เหว่ยจุนด้วย คิดว่าทุกฝ่ายคงมารวมตัวกันเพื่อหาทางรับมือการรุกรากจากดินแดนมารในครั้งนี้ ถึงได้มารวมตัวกันพร้อมหน้า
หยวนจิ้งเสียงส่งลู่อวี่ที่ด้านหน้าตำหนักแล้วเดินจากไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ลู่อวี่หันมองพี่ชายคนนั้นแล้วอธิบายไม่ถูกว่าอีกฝ่ายมีลักษณะนิสัยอย่างไรกันแน่ ถึงจะนิ่งขรึมไม่พูดไม่จา แต่กลับไม่ทำให้เขารู้สึกรำคาญแต่อย่างใด ถือว่าเป็พวกแปลกประหลาดในบรรดาคนที่เขารู้จัก
การมาถึงของลู่อวี่ไม่ได้เป็จุดสนใจมากนัก เพราะทุกคนกำลังยุ่งกับการหาทางรับมือการรุกรานของดินแดนมาร เขาจึงเข้ามานั่งด้านหลังของลู่ไท่ชังและลู่เหว่ยจุน คนจากตระกูลใหญ่ที่อยู่ใกล้กัน เมื่อมองเห็นเขาต่างก็พยักหน้าทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ในเมื่อบัดนี้พวกเราตรวจพบการเคลื่อนไหวของคนจากดินแดนมาร เช่นนั้นพวกเราก็ต้องหาทางปกป้องตนเอง รักษากองกำลังไว้ให้มั่น อย่าให้ผู้ใดจากดินแดนมารเข้ามาโจมตีทำลายได้” หยวนหวูจี๋กวาดสายตามองคนเบื้องล่างแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ดินแดนมารได้สร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติในเทียนตูสำเร็จแล้ว เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เริ่มส่งคนจากฝั่งนั้นเข้ามาแฝงตัว แต่กลับไม่พบการเคลื่อนไหวในเทียนตู หากไม่ใช่เพราะนายน้อยตระกูลลู่ตรวจพบพิรุธ เทียนตูคงไร้การป้องกันอย่างสิ้นเชิง เกรงว่าถึงครานั้นคงไม่อาจรอดพ้นจากหายนะ นี่จึงเป็เหตุให้เขาตกรางวัลให้แก่ลู่อวี่อย่างงาม
